วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ (Active Knowledge)



                                                                                                                          สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ในเวลาที่ผ่านมา เราเคยได้รับความรู้อย่างไร โดยทั่วไปความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge) มากกว่าความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge) หรือแนวขนาน (Lateral knowledge) ตัวอย่างเช่น จากสื่อ (Media) จาก Encyclopedia Britannica.ซึ่งเขียนมานานนับศตวรรษหรือมากกว่านั้น จากผู้รู้”

คำสำคัญ  (Keywords): ความรู้ประดิษฐ์ (Knowledge Artifact), ความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge), ความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge), การเรียนด้วยการปฏิบัติ (Learning by doing)

เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงในความหมายทางการศึกษา ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อันเป็นประวัติศาสตร์ของการศึกษาแบบดั้งเดิม

                การศึกษาแบบดั้งเดิมเน้นเรื่องความจำมายาวนาน เราสามารถคิดหรือทำซ้ำในสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำนิยาม คำจำกัดความ  หรือเราสามารถประยุกต์ขั้นตอนต่าง ๆได้ก็เพราะเคยเรียนรู้สิ่งนั้นมาแล้วว่าทำอย่างไร เรารู้ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไม่เพียงความจำข้อความสั้น ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเรายังสามารถจำข้อความต่าง ๆ ได้เป็นเวลานาน แม้เพียงได้ยินเรื่องนั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที



     "ครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาประชุมทบทวนกลยุทธ์การสอนการสร้างความรู้ Active Knowledge"

                อย่างไรก็ตาม แม้บางอย่างเราจะลืมหลังวันสอบเสร็จแล้ว แต่เราก็มีความหวังว่าอยากจำให้ได้นานมากไปกว่านั้น อะไรจะทำให้เราทำได้เช่นนั้น (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีความสำคัญน้อย)  ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้ว เราอาจจำหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวได้เป็นร้อยเลขหมาย แต่อาจลืมหมายเลขโทรศัพท์ของลูกชายก็ได้ เหตุเพราะว่าเรามีเครื่องมือจดจำในกระเป๋า สิ่งนั้นคือ โทรศัพท์ เราอาจใช้แผนที่ได้ดี สามารถจดจำเส้นทางในแผนที่ได้ แต่ต่อมาอาจจดจำได้น้อยลงขณะที่ยังสามารถขับรถไปบนเส้นทางได้ทั้งนี้ เพราะเรามีชุดความจำที่เรียกว่า GPS ไว้ใช้

ดังนั้น ในโลกปัจจุบันนี้การใช้ความจำมีค่าน้อยลง เพราะเรามีเทคโนโลยีมาใช้แทน ซึ่งมีสารสนเทศจำนวนมากไว้ใช้อย่างสะดวกสบายตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ อยู่ในโทรศัพท์ของเรา เมื่อเป็นดังนี้ มันจึงควรเป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับเราในทุก ๆ นาทีเพื่อการเรียนรู้ เราจะมีวิธีไหนใช้มัน ถ้าไม่เน้นการวัดและประเมินค่าความจำ ในทางการศึกษาเราจะประเมินสิ่งประดิษฐ์ที่เราสร้างขึ้นอย่างไร แทนความจำ ตัวอย่างเช่น รายงานที่แสดงถึงคุณภาพทางสติปัญญา เป็นความรู้ประดิษฐ์ (Knowledge Artifact) ที่อ้างถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้

                สิ่งหนึ่งคือ การสอนที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ ที่ครูต้องสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่ความจำที่เป็นผลลัพธ์ในการเรียนรู้แบบดั้งเดิม



                  "แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เคลื่อนที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ (Artifact) ด้านพลังงานทดแทน"

                และนั่นคือ สิ่งที่เราจะให้คุณค่าและประเมินจากสิ่งประดิษฐ์ ตัวอย่างเช่น นักเรียนกำลังทำเกี่ยวกับแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาโรงเรียนของเขา กิจกรรม/โครงการต่าง ๆ การประดิษฐ์ไฟฉายพลังแสงอาทิตย์โรงเรือนไฮโดรโปรนิค เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้องจดจำทุกสิ่งได้ เพราะว่าเพียงแค่พวกเขาหยิบมันขึ้นมา ก็สามารถดูรายละเอียดที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องจดจำ ทุกอย่าง หากนึกไม่ออก พวกเขาสามารถยกขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่งได้ มันเป็นความสามรถในการผลิตสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี รวมทั้งสิ่งที่เป็นรายงานทางวิชาการหรืองานประดิษฐ์อื่น ๆ ด้วย

                สิ่งประดิษฐ์เป็นหลักฐานการเรียนรู้ที่ ไม่ใช่เรื่องของความจำ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่าง ที่เราสนใจจึงเป็นเรื่องของการประเมิน เพราะ การทดสอบเป็นเพียงการวัดความจำไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับทดสอบที่เป็นการประเมินการทำงานที่ทำจริง ๆ

                เราคงเข้าใจถึงการฝึกทำในสิ่งที่เรายังทำไม่เป็น มันมีมายาวนานตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือ การเรียนด้วยการปฏิบัติ (Learning by doing) และการเรียนรู้กับคนที่มีความเชี่ยวชาญ แน่ละมันมีทางเดียวที่เราจะรู้ได้คือการซักถามและก็เอาสิ่งนั้นขึ้นมาดู ที่ง่ายที่สุดคือ ดูตัวอย่างเป็นมาตรฐาน  การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องการเรียนเพื่อสร้างความรู้ ไม่เพียงแต่บริโภคอย่างเดียว แล้วนำไปใช้สอบ ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้  เราจะไม่เริ่มต้นจากมาตรฐานที่กำหนด แต่ต้องเริ่มจากความสนใจของผู้เรียน  สร้างผู้เรียนที่เป็นผู้ผลิตความรู้ เราต้องเปลี่ยนแปลงให้ออกไปจากบริบทเดิมที่ใช้ห้องเรียนเป็นฐานที่มั่น ออกไปเรียนรู้รอบโรงเรียนเพื่อสร้างงาน สร้างความเป็นพลเมืองดี

                การใช้ดิจิตัลเทคโนโลยีมีความสำคัญมาก ที่ต้องใช้ให้มากขึ้น เพราะเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่เพียงแต่ใช้สร้างสรรค์ ให้ความรู้ที่ดีในสาขาวิชาต่าง ๆ แต่เป็นแหล่งที่ผลิตความรู้ให้แก่ผู้เรียนชนิดหนึ่งด้วย ดังนั้น เราจะเข้าไปใช้มันอย่างไร เพื่อจุดประสงค์ใดในห้องเรียน พื้นที่ในโลกดิจิตัลจะเสนอโอกาสให้แก่ทุก ๆ คนเสมอในเวลาเดียวกัน ทุก ๆ คนสามารถใช้เวลาเดียวกันทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือไม่ก็พูดหรือเขียน มันสามารถใช้ทำในสิ่งที่เราต้องการกับสิ่งที่เราใช้ไปพร้อมกัน ทำไมเราจึงอยากใช้มัน แน่ละในแต่ละครั้งที่เราใช้ มันสามารถทำให้เรามีโอกาสในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ (Artifacts of that production) และแบ่งปันความรู้มากกว่าแค่ส่งให้ครูตรวจ  สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้เมื่อเราใช้พื้นที่ดิจิตัลในการทำงานด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกดิจิตัล ดังกล่าว

                ในเวลาที่ผ่านมา เราเคยได้รับความรู้อย่างไร โดยทั่วไปความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge) มากกว่าความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge) หรือแนวขนาน (Lateral knowledge) ตัวอย่างเช่น จากสื่อ (Media) จาก Encyclopedia Britannica.ซึ่งเขียนมานานนับศตวรรษหรือมากกว่านั้น จากผู้รู้



                               "นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาเรียนรู้เพื่อสร้างงานสร้างงความรู้"

                ปัจจุบันเรามี Wikipedia ที่เขียนโดยคนทั่วโลกอย่างไม่มีวันจบสิ้น เราไม่เคยรู้ว่าคนเขียนเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงคนเร่ร่อนที่สนใจทำในสิ่งนี้อย่างจริงจังก็ได้

                ดังนั้น ตามแนวความคิดนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ใช้เป็นกรอบงานของการเรียนรู้การสร้างองค์ความรู้ในโลกที่เราอาศัยอยู่ เราจะทำอะไรกับห้องเรียนของเรา เรากำลังเดินรุดหน้าไป เพื่อไปสู่ห้องเรียนแบบมีส่วนร่วมใช่หรือไม่

                ตัวอย่างของนักเรียนที่กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างความรู้ (Knowledge co-creators) ได้นั้นได้แก่ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกห้องเรียน ในการเรียนเรื่องภูเขาไฟที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก พวกเขาเดินเข้าไปในเส้นทางลาวาเหนือพื้นดิน ที่เป็นอุโมงค์จำนวนมาก แล้วนักเรียนจะเขียนรายงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ถ้าพวกเขาได้เดินเข้าไปท่องเที่ยวเก็บข้อมูล ใน Wikipedia ไปด้วย วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ในสถานที่อื่น ๆ พวกเขาก็สามารถที่จะทำชิ้นงานที่เป็นความรู้ในสิ่งที่พวกเขารู้ ได้ดีเช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก

                พวกเขาจะผลิตความรู้ที่แท้จริงและการผลิตของพวกเขามีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีค่ายิ่งในโลก






วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ห้องเรียนแบบใหม่ : เราไม่เคยทิ้งกัน (No Child to be left behind)



                                                                                           สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่า นักเรียนในโรงเรียนเล่นดนตรีเป็นหมดทุกคน ไม่เฉพาะคุณหรอกที่ทำหน้าฉงนสนเท่ห์ แม้แต่โฮเวริ์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligent) อาจต้องทึ่งในทฤษฎีของตน”

คำสำคัญ (Key Words): กระบวนการคิด (Cognitive learning) สิ่งประดิษฐ์ (Artifact) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Competency or Performance based Assessment), เส้นโค้งปกติ (Normal Curve) พหุปัญญา (Multiple Intelligent)

                “ผมมาครั้งแรกผมเล่นไม่เป็น” ชาญณรงค์ เชนด์สโต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกถึงความสามารถในการเล่นดนตรี (อูคูเลเล่) ของเขา
                “อยู่ไม่นานพี่ ม. 2 มาเล่นให้ฟังหนึ่งเพลง แล้วสอนให้พวกผมเล่นแบบตัวต่อตัว ใช้เวลาเรียนคอร์ด ดีดจังหวะและร้องด้วย 2 ชั่วโมง แล้วแยกย้ายกันไปซ้อม” เขาเล่าวิธีการเรียนการเล่นอูคูเลเล่จากนักเรียนรุ่นพี่วัยใกล้เคียงกันให้ฟัง
                “ก็ซ้อมครั้งละเล็กละน้อยจนจบเพลง แล้วก็นัดมารวมวงทั้งห้อง ซ้อมเล่นพร้อมกันทั้งหมดใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่งพวกผมก็เล่นได้ 2 เพลงและมีโอกาสเล่นให้ผู้ปกครองฟังมาหนึ่งรอบแล้ว” ชาญณรงค์เล่าสรุปผลการเรียนรู้ทักษะด้านดนตรีในกลุ่มชั้นเดียวกัน ซึ่งเล่นได้หมดทุกคน

                โฮเวริ์ด การ์เนอร์ (Howard Gardner) กล่าวว่า การเรียนรู้ที่หลากหลายสไตล์และการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็ก ๆ ทุกคน ไม่อาจหาได้ในวิธีเรียนแบบเก่า”



                  "เด็กชายชาญณรงค์ เชนด์สโต และเพื่อน ๆ เรียนดนตรีจากมาตรฐานของตนเอง"

                      สิ่งที่เรากำลังทำขณะนี้คือ การสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้ให้ได้ดี ซึ่งก็คือการประเมินการทำงานของนักเรียนจริง ๆ ดังนั้นเราจึงมีความสนใจน้อยในการประเมินเรื่องความจำตามวิธีการประเมินผลแบบเดิมกล่าวคือ การประเมินข้อเท็จจริง คำจำกัดความ  กระบวนการที่เป็นขั้นตอน  งานที่ทำซ้ำ  สิ่งที่จำได้และจำได้ว่าทำอย่างไร นั่นเป็นการทดสอบแบบดั้งเดิม แต่ตามความหมายใหม่นี้ เราเริ่มที่จะประเมินผลงานที่เป็น สิ่งประดิษฐ์ (Artifact) ความรู้ประดิษฐ์ (knowledge artifacts) ที่นักเรียนผลิตมากขึ้น
                    ดังนั้น สิ่งที่เราเคยเห็นผลงานของพวกเขา เช่น รายงาน และความจำสำคัญ ๆ เกี่ยวกับความจริง หรือการจำคำจำกัดความที่เราเคยเห็น จะมีความสำคัญน้อยกว่า การสร้างงาน ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ (Artifact)  จะเห็นได้ว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประเมินจริง ๆ ที่มีการประเมินความจำน้อยกว่า การประเมินการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งหมด ที่ทำให้พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักภูมิศาสตร์ได้ และการผลิตเอกสารก็คล้ายกับเอกสารของนักวิทยาศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ทำขึ้น

                การประเมินสิ่งประดิษฐ์จึงเป็นหลักฐานจากการปฏิบัติ และแน่ละมันจะมีกระบวนการคิดรวมอยู่ในสิ่งประดิษฐ์นั้นด้วย มันเป็นความคิดระดับสูงกว่าความรู้ความจำ เช่น การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ เป็นต้น


                                    
                             "เส้นโค้งปกติรูประฆังค่ำ (Normal Curve) แสดงการแจกแจงความถี่"

                ถ้าเราเคยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสติปัญญาและความร่วมมือของกลุ่ม ในรูประฆังคว่ำที่เป็นรูปแบบดั้งเดิมนั้น ได้ให้ความหมายอะไรแก่เรา มันเป็นการกระจายแบบปกติที่โยนเด็กเข้าไปในระฆังคว่ำ และเด็ก ๆ เหล่านี้ จะถูกแยกเป็นสามส่วนคือ แย่มาก กลาง ๆ และดีมาก
                ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราต้องการระบบการให้รางวัลแก่คนที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ยังมีคนล้มเหลวและคนที่อยู่ระดับกลาง ๆ อยู่ด้วย ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากต้องแข่งขันกัน
แล้วจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้มีการทำงานแบบร่วมมืออย่างไร ในขณะที่เรายังอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการทดสอบแบบดั้งเดิม แบบเอาแด็กใส่ลงไปในระฆังคว่ำ แล้วขึงพืดเด็กมัดกับเส้นโค้ง ร่ายมนต์ตัวเลขเสกสถิติให้มีความขลัง
            การประเมินแนวใหม่มีความแตกต่างอย่างไร แตกต่างมาก เพราะว่าสิ่งที่เราสนใจมากไปกว่านี้คือ การประเมินสมรรถนะและผลการปฏิบัติงาน (Competency or performance based assessment) ที่ซึ่งจะทำให้เด็กทุกคนผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา เราไม่ต้องการเห็นเด็กคนหนึ่งล้มเหลวในขณะที่อีกคนหนึ่งได้รางวัลของความสำเร็จ และอะไรคือ สิ่งที่เราต้องทำให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่เรื่องตลก
            เราไม่ต้องการทอดทิ้งเด็กคนใดคนหนึ่งให้อยู่เบื้องหลัง รูประฆังคว่ำทำให้พวกเขาถูกทอดทิ้ง เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่อธิบายให้รู้ว่า เด็ก ๆ หรือผู้เรียนจะได้รับความสำเร็จ  และบอกให้รู้ถึงคนที่อยู่ระดับกลาง ๆ และคนล้มเหลวได้ด้วย แล้วเราจะทำอย่างไร
            ขอให้เรากลับไปที่กระบวนการอันน่าทึ่งนั้น เราคงเคยทำงานชิ้นเล็ก ๆที่ไม่ยิ่งใหญ่อะไร และอาจไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในงานนั้น ๆ ด้วย  ทั้ง ๆ เราที่เคยให้เวลากับมันมาก ๆ มาแล้ว เราเคยกลับไปทำอีกและปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อย ๆ
            ต่อมาเมื่อเราได้รับการแนะนำจากคนที่เคยประสบความสำเร็จในงานนั้นมาแล้ว ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงงานเล็ก ๆ ได้ ภายใต้คำแนะนำและการเฝ้ามองจากผู้รู้  เราใช้เวลาทำงานส่วนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แล้วงานนั้นก็ดีขึ้น
            สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ งานชิ้นต่อ ๆ ไป ซึ่งดีหรือไม่ดีจะอยู่กับคนแต่ละคน และจริง ๆ การเรียนรู้แบบเดียวกันนี้ ในงานอื่น ๆ ของคนอื่น ๆ ก็ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน เราต้องการยืนยันว่ามันดีเยี่ยมได้ แต่กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้เราต้องการดันเด็กขึ้นไปสู่มาตรฐานของงานที่อยู่ไกลไปจากความสามารถของเขา ซึ่งทำไม่ได้



   "การเล่นดนตรีต้อนรับคณะศึกษาดูงานเป็นชีวิตประจำวันของนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนา"

            ความสำเร็จเล็ก ๆเหล่านี้ เมื่อถูกตีพิมพ์หรือเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มผลงาน (Portfolio) มันจะทำให้เด็กคนอื่น ๆ ได้เห็น บางอย่างที่เรารู้สึกว่ายากและไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะรู้วิธีการก็ต่อเมื่อเราได้เห็นบางคนทำให้ดู ลำพังเราไม่สามารถนึกออกถึงวิธีการนั้น
            ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดี แต่ถ้าได้เห็นตัวอย่างว่าทำอย่างไร ก็สามารถจะทำได้แม้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะผ่านมาเป็นปีก็ตาม
            ดังนั้น อยากจะกล่าวถึงเรื่องการสร้างสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับความร่วมมือนั้นทำอย่างไร  ทำไมนักเรียนจึงไม่ประสบความสำเร็จ วิธีการแบบดั้งเดิมทำให้เกิดความล้มเหลว อย่างที่กล่าวมาแล้ว
            ปัจจุบัน เรากำลังใช้กระบวนการเพิ่มพูน (Incremental process) เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เราไม่ต้องการไปถึงจุดที่ดีที่สุด (The Best) เลยทีเดียว เราต้องการทำดีที่สุดจากการทำแบบค่อย ๆ ดีขึ้น ไปเรื่อย ๆ เพื่อไปหามาตรฐาน ซึ่งเป็นงานที่ยาก แต่สิ่งที่เราพบคือ ความพยายามแล้วพยายามอีกเพื่อให้ความสำเร็จเล็ก ๆ เป็นสิ่งดึงดูดใจไปสู่ผลลัพธ์ของผู้เรียนได้ ดังนั้น ในขณะที่แนวคิดแบบเดิมอยู่ในระบบที่ใช้ผลลัพธ์เป็นฐาน การศึกษาใหม่ให้เหตุผลว่า สิ่งแวดล้อมที่ใช้ในกระบวนการเพิ่มพูนดังกล่าวนี้ จะสร้างสังคมแห่งความร่วมมือและแบ่งปันมาเป็นฐานการเรียนรู้



    "การประเมินมิติใหม่สอดคล้องกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือและแบ่งปัน"

            เราอาจเคยเห็นคนอื่น ๆ ได้ทำ แล้วจะทำให้รู้ด้วยตนเองว่าเราสามารถทำได้แค่ไหน นั่นคือ มาตรฐานของตนเอง จะทำให้รู้ว่าจุดเริ่มของความหวังเราอยู่ระดับใด และจะเป็นจุดเริ่มที่จะไปถึงความสำเร็จนั้น แล้วเริ่มที่ตรงนั้น หลักสูตรการศึกษาแบบนี้จะไม่มีคนล้มเหลว

                ผลการเรียนวิชาดนตรีในชั้นเรียนของชาญณรงค์ เชนด์สโต และเพื่อน ๆ เมื่อนำมาแจกแจงความถี่ แล้วสิ่งที่หายไปคือ รูประฆังคว่ำ (Normal Curve)  ไม่มีเพื่อนคนใดถูกทอดทิ้ง (No Child to be left behind)
               

 


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สร้างความรู้ท่ามกลางสิ่งที่เป็นอยู่ (Theory of Knowledge)



                                                                                                                                       สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ในวัฒนธรรมที่เน้นเทคนิควิธีการ เรามักสับสนกันระหว่างคำว่า Authority กับ Power ซึ่งแปลว่า อำนาจเหมือนกัน แต่เป็นสองอย่างที่ต่างกัน Power เป็นอำนาจที่ใช้จากภายนอกเข้าสู่ภายใน ส่วน Authority นั้นเกิดจากด้านในเข้าไปด้านนอก เราพลาดตรงที่มัวหา Authority จากภายนอก” (ปาร์เกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์)

คำสำคัญ (Key words): กระบวนการ A-I-C, สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน,

                ในปี พ.ศ.  2533 ทูริต ซาโต้ (Turid Sato) และวิลเลี่ยม สมิธ (William E. Smith) ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้นำเอาการประชุมเพื่อระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบล ตามกระบวนการ A-I-C (Appreciation, Influence, Control) มาทดลองใช้และเผยแพร่ในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนและกองฝึกอบรม กรมการพัฒนาชุมชนได้นำเอาแนวความคิดนี้ไปดัดแปลงและฝึกปฏิบัติในระดับหมู่บ้านและตำบล ซึ่งได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์และนำมาใช้ในการปรับปรุงวิธีการกับกระบวนการพัฒนาชนบทและสภาพแวดล้อมในสังคมไทย

                โรงเรียนมีชัยพัฒนามุ่งส่งเสริมนักเรียนให้ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์สร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีความเสียสละ มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมและเป็นนักพัฒนาสังคม
             การจัดประชุมระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นเทคนิคการพัฒนาหมู่บ้านโดยพลังประชาชนได้ถูกดัดแปลงมาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน ในการพัฒนาโรงเรียนโดยพลังนักเรียนซึ่งโรงเรียนก็เสมือนหมู่บ้าน
                การจัดประชุมดังกล่าว มีขั้นตอนและวิธีการในการระดมความคิดเห็น เปิดโอการสให้นักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียน คัดเลือกโครงการและบริหารโครงการพัฒนาโรงเรียน


                            "การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นการสร้างความรู้จากฐานราก"

                จากข้อสรุปที่ได้จากการนำเอากระบวนการจัดการประชุมมาใช้ในการพัฒนาชนบทพบว่า

1.กระบวนการนี้ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการพัฒนาหมู่บ้าน
2.เปิดโอกาสให้ผู้แทนกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน มีส่วนร่วมในการคิด กำหนดทิศทางในการพัฒนาหมู่บ้าน แก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการพัฒนาหมู่บ้าน
3.กระบวนการนี้เน้นการวางเป้าหมายการพัฒนาที่พึงประสงค์ในอนาคตนับเป็นการรวมพลังการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์
4.ชาวบ้านมีความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการและมีพลังในการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชน
5.เป็นกระบวนการที่ช่วยให้นักพัฒนาโดยเฉพาะนักพัฒนาจากภาครัฐได้มีโอกาสใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น


"ศิลปะคือ ความรู้ที่นำเสนอด้วยภาพ เป็นการนำเสนอแนวคิดทฤษฎี เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่น ๆ " 
              
นับได้ว่า การจัดประชมเพื่อระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบล กระบวนการ A-I-C นี้ เป็นวิธีการที่นำประชาชนในชนบทให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านและช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดโครงการที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
จากแนวคิดดังกล่าว เมื่อโรงเรียนดัดแปลงมาเป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนานักเรียน นอกจากการฝึกให้มีทักษะในการจัดประชุมแบบ A-I-C แล้ว ยังหวังอีกด้วยว่า ในโอกาสข้างหน้าเมื่อนักเรียนลงศึกษาและพัฒนาชุมชนจะสามารถนำทักษะนี้ไปใช้ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่แปลกแยก ที่สำคัญต่อความหมายใหม่ในการจัดการเรียนรู้ก็คือ นักเรียนได้เรียนรู้จากโลกของความจริง เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองให้ดีขึ้น

  ื่
  "ดนตรีคือ ศิลปะที่นำเสนอแนวคิดทฤษฎีด้วยเสียงมีความทัดเทียมกับศาสตร์อื่น ๆ" 

โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ร่วมกันค้นคิดเพื่อพัฒนาดังกล่าว จึงเป็นองค์ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้น มาเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ดังนั้นวิชาความรู้กับผู้เรียนจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่รายรอบตัวผู้เรียน

ถ้าครูมีอารมณ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์เดียวกัน จะทำให้ครู นักเรียนและวิชาความรู้เป็นหน่วยเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

ปาร์เกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ กล่าวว่า ในวัฒนธรรมที่เน้นเทคนิควิธีการ เรามักสับสนกันระหว่างคำว่า Authority กับ Power ซึ่งแปลว่า อำนาจเหมือนกัน แต่เป็นสองอย่างที่ต่างกัน Power เป็นอำนาจที่ใช้จากภายนอกเข้าสู่ภายใน ส่วน Authority นั้นเกิดจากด้านในเข้าไปด้านนอก เราพลาดตรงที่มัวหา Authority จากภายนอก

                

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การลดชั้นของศาสตร์อ่อน (Soft Science) : สารพิษตกค้างจากวัตถุวิสัยนิยม (Objectivism)




                                                                                                        สุริยา เผือกพันธ์ เขียน/เรียบเรียง

ทำไม !! อะไร ?? ทำให้ดนตรี ศิลปะและการเต้นรำตกไปอยู่อันดับล่างสุดของการจัดลำดับชั้นทางวิชาการ โดยมีศาสตร์ที่แข็ง (Hard Science) อยู่ชั้นบนสุด นักปฏิรูปการศึกษาพึงตอบ”

คำสำคัญ : ศาสตร์อ่อน (Soft Science), ศาสตร์แข็ง (Hard Science), ธรรมชาติของความรู้ (Epistemological)
มิติการสอน (Perspective on Teaching), วัตถุวิสัย (Objectivism), อัตวิสัย (Subjectivism)

การสอนเป็นศาสตร์และศิลปะ ที่เป็นศิลปะเพราะครูต้องเผชิญหน้ากับผู้เรียนจำนวนมากและมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติครูที่ดีจะมีความชอบที่จะสอนด้วย ดังนั้นอารมณ์และสติปัญญาจึงมีความสำคัญเท่า ๆ กัน ในหลายกรณี ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ครูต้องเข้าใจนักเรียนและเห็นถึงความยากลำบากในการเรียนรู้ของพวกเขา จึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพด้วย ในทำนองเดียวกันศาสตร์ของการสอน ต้องอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีและงานวิจัย เราจะเห็นความจริงโดยทั่วไปว่า บ่อยครั้งที่ทฤษฎีมีความไม่ลงรอยกัน ความแตกต่างกันของธรรมชาติของความรู้ (Epistemological) และระบบค่านิยมเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลง ในหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา เรามีงานวิจัยที่เป็นประโยชน์มากที่อธิบายถึง ทฤษฎีการสอนและการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความเข้มแข็งและเป็นทฤษฎีมีคุณค่าบนพื้นฐานของข้อมูลที่ปราศจากการใช้ความรู้สึก
ในห้องเรียนแบบดั้งเดิม ที่ประกอบด้วยกำแพงสี่ด้าน มีตารางเรียนกำหนดเวลา เป็นพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน แต่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนได้เปลี่ยนแปลงไปโดยรอบ เพราะการเติบโตทางเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้การเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป (Ubiquitous Learning) การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อยากเห็น ห้องเรียนแบบดั้งเดิมไม่อาจตอบสนองการเรียนรู้แบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้การเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป (Ubiquitous Learning)"

การเกิดขึ้นของห้องเรียน (The original of the classroom design model) ด้วยสถาบันต่าง ๆ ของเราได้สร้างสรรค์ขึ้นตามยุคตามสมัย  ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) กล่าวว่า สถาบันนั้นได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ที่สำคัญแก่รัฐ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดความล้มเหลวในการทำหน้าที่ สถาบันจึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะไปตามกาลเวลาและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  เราต้องการตรวจสอบรากเหง้าของระบบการศึกษาสมัยใหม่ เพราะว่าการเรียนการสอนในปัจจุบัน ยังได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างของสถาบันที่ได้พัฒนามาเมื่อหลายปีมาแล้ว ความต้องการดังกล่าวนี้ ก็เพื่อหาความพอดีของรูปแบบการสอบแบบเดิมที่ยังดำรงอยู่กับยุคสมัยดิจิตัล
มหาวิทยาลัย วิทยาลัยและโรงเรียนในเมืองใหญ่ยังจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการพบกลุ่มผู้เรียนและใช้เวลาเป็นกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ เรายังคงออกแบบการศึกษาตามแบบที่โรงงานเคยครอบงำมาก่อน
ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวนี้จึงเหมือนปลาที่ถูกขังอยู่ในอ่างน้ำ ที่ทำได้เพียงการหายใจเพื่อการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ผู้เรียนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เรียนที่ดีในห้องเรียนแบบนี้ก็คือ การอยู่ในห้องเรียนเดิม ๆ เวลาเดิม ๆ เพื่อให้มีเวลาเรียนครบตามกำหนด (เทอมหรือภาคเรียน) เท่านั้น


                                                  “ห้องเรียนแบบดั้งเดิมมีอายุมากว่า 150 ปีแล้ว”

อย่างไรก็ตามรูปแบบการสอนแบบนี้ใช้มากว่า 150 ปีแล้ว ในขณะที่ปัจจุบันธรรมชาติของความรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกาย
แดน แพรตต์ (Dan Pratt, 1998) ได้ศึกษาครูที่สอนผู้ใหญ่จำนวน 253 คนจากประเทศต่าง ๆ และได้อธิบายถึง รูปแบบการสอน 5 มิติคือ
-การสอนแบบถ่ายทอด (Transmission) เนื้อหา (Content) เกี่ยวกับความจริง กฎเกณฑ์ จะเกิดประสิทธิภาพดี เมื่อใช้วิธีการสอนแบบวัตถุวิสัย (Objectivist approach)
-การสอนแบบฝึกงาน (Apprenticeship) การทำตามตัวแบบ (Modeling ways of being) เหมาะสำหรับการเรียนด้วยการปฏิบัติภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
-การสอนแบบพัฒนา (Developmental) การสอนการคิด (Cultivating ways of thinking) เป็นการสอนแบบสรรสร้างและกระบวนการคิด (Constructivist/Cognitivist)
-การสอนแบบอบรมบ่มเพาะ (Nurturing) สนับสนุนให้การเรียนรู้ด้วยตนเองมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น บนพื้นฐานของการประกอบอาชีพโดยเรียนผ่านหลักสูตรออนไลน์ Massive open online course (MOOCs)
-การสอนแนวปฏิรูปสังคม (Social reform) การสอนเพื่อมองหาหรือสร้างสังคมที่ดีกว่า

ในการสอนแต่ละรูปแบบมีความสัมพันธ์กับทฤษฏีการเรียนรู้และเนื้อหาบางเนื้อหาที่แตกต่างกันไป




“นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาร่วมกันร่างธรรมนูญโรงเรียน การเรียนรู้ชุมชนแบบประชาสังคม เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับชุมชนแห่งความจริงได้ฝึกฝนตนเอง”

แต่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว รูปแบบการสอนในยุคบุกเบิกยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างเหนียวแน่นในยุคปัจจุบัน
ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer, 2557) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในระบบการศึกษานั้น เป็นสิ่งที่แยกครูอาจารย์ออกจากวิชาที่สอนและนักเรียนนักศึกษา เพราะมันหยั่งรากอยู่ในความกลัว รูปแบบดังกล่าวนี้เรียกว่า วัตถุวิสัย (Objectivism) ซึ่งอธิบายว่า ความจริงเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ด้วยการแยกตัวเราเองออกจากสิ่งที่อยากรู้ ทั้งร่างกายและอารมณ์ ในโลกของวัตถุวิสัยนิยม อัตวิสัย (Subjectivism) เป็นเรื่องที่น่ากลัว ไม่เพียงเพราะมันทำให้สิ่งต่าง ๆ แปดเปื้อนเท่านั้น แต่เพราะมันสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งเหล่านั้นด้วย และความสัมพันธ์นี้ก็กำลังแปดเปื้อนด้วยเช่นกัน เมื่อสิ่งหนึ่งมิได้เป็นเพียงวัตถุอีกต่อไปและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่มีปฏิสัมพันธ์ได้และมีชีวิตชีวา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เช่น งานศิลปะสักชิ้น ชนเผ่าพื้นเมืองหรือระบบนิเวศ มันอาจจะควบคุมเราและทำให้เราลำเอียงเข้าข้างมัน ด้วยเหตุนี้มันจึงคุกคามความบริสุทธิ์ของความรู้อีกครั้ง
สำหรับวัตถุวิสัยนิยม การแสวงหาความรู้ที่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเชิงอัตวิสัยระหว่างผู้รู้และสิ่งรู้จะถือว่าล้าหลัง เชื่อถือไม่ได้และถึงกับอันตรายด้วยซ้ำ ส่วนสัญชาตญาณถูกเยาะเย้ยว่าเป็นสิ่งไร้เหตุผล ความรู้ที่แท้จริงก็ถูกเมินว่าอ่อนไหวเกินเหตุ จินตนาการก็ถูกมองว่าสับสนอลหม่านและไร้ระเบียบ และการเล่าเรื่องก็ถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่มีแก่นสารอะไร
นี่ ทำให้ดนตรี ศิลปะและการเต้นรำตกไปอยู่อันดับล่างสุดของการจัดลำดับชั้นทางวิชาการ โดยมีศาสตร์ที่แข็ง (Hard Science) อยู่ชั้นบนสุด นี่เป็นเหตุให้ผู้ศึกษาในสาขาวิชาที่เรียกว่าศาสตร์อ่อน (Soft Science) ทำวิจัยแบบวัตถุวิสัยนิยมมากกว่าด้านอัตวิสัย



“นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาใช้การวิจัยผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า บันไดชีวิต (Bamboo Ladder Technique) รวบรวมข้อมูล ในวิชานักพัฒนาสังคม การสอนตามแนวปฏิรูปสังคม (Social Reform)”

แนวคิดวัตถุวิสัยนิยมได้กันตัวคนให้ไกลห่างจากโลกและบิดเบือนความสัมพันธ์ที่เรามีกับวิชาของเรา นักเรียนของเราและกับตัวเราเอง เรารู้ผ่านการเชื่อมสัมพันธ์กับโลก ไม่ใช่ตัดทอนจากโลก การรู้เป็นการที่เราสร้างชุมชนกับสิ่งอื่นที่ไม่มีอยู่ กับความจริงที่อาจหลุดรอดการรับรู้ของเราไปได้ หากปราศจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแห่งความรู้
ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ กล่าวสรุปว่า การรู้เป็นวิถีทางที่มนุษย์แสวงหาความสัมพันธ์ และในกระบวนการนี้จะมีการเผชิญหน้าและแลกเปลี่ยนที่จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าให้ลึกที่สุด การรู้เป็นสมบัติของชุมชนเสมอ


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฝึกงาน (Apprenticeship) กับผู้เชี่ยวชาญ (Master Practitioner) เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Master based Learning)


                                                                                                                                     
                                                                                                                สุริยา เผือกพันธ์:  เขียนและเรียบเรียง

               "ใช่หรือไม่ ! ในสังคมฐานความรู้ (Knowledge- based Society) ความรู้นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมและการมีรายได้ ซึ่งปัจจุบันกล่าวกันว่า มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความรู้ที่ทำให้เกิดรายได้ (Commercial knowledge) ต่างจากความรู้ทางวิชาการ (Academic knowledge) จริงหรือ"


คำสำคัญ: การฝึกงาน (Apprenticeship), ผู้เชี่ยวชาญ (Master Practitioner), Master based Learning, ความรู้ระดับลึก (Deeply knowledge) 

                การเตรียมคนรุ่นใหม่ ด้วยการให้การศึกษาที่เน้นการอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็นไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านการคิดและการสร้างสรรค์ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนักเรียนในชนบท ด้วยการมุ่งไปสู่การพัฒนานักเรียนแต่ละคนให้เต็มศักยภาพ ผ่านหลักสูตรการเรียนที่เน้นการสร้างนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์โดยใช้สถานการณ์จริง (Real World Experience)

                การฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้วิชาธุรกิจเพื่อสังคมเป็นบทเรียน และเพื่อให้เกิดผลย้อนกลับสู่ชุมชน รายได้ส่วนหนึ่งจากการประกอบกิจการจึงถูกแบ่งปันเป็นทุนการศึกษาหรือทุกคืนกลับสถาบัน อันเป็นการเรียนรู้การเป็นผู้ให้

                ความจำได้หมายรู้จากการฝึกงานเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เป็นปรากฏการณ์ที่รับรู้ได้ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ เป็นการพัฒนาการเรียนรู้จากการได้ดูได้เห็น การทำความเข้าใจในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ชัดเจน การปฏิบัติด้วยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบาทของครูและผู้เรียนหรือไม่ก็เป็นการฝึกทำซ้ำ ๆ แบบเดิมหรือฝึกกระบวนการคิด

                แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจำตามความหมายนี้คือ คนเราไม่สามารถเรียนรู้จากสิ่งไกลตัว แต่เรียนรู้ท่ามกลางการลงมือปฏิบัติ ที่เป็นพลวัต ไม่ตายตัวและมีลักษณะทำซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง



                            "คุณประสาน สนทนา ผู้เชี่ยวชาญไฮโดรโพนิคส์กับนักเรียนฝึกงาน"

                แพรตและจอห์นสัน (Pratt and Johnson, 1978) และฌอน (Schon, 1983) ได้ให้คำนิยามคุณลักษณะของผู้เชี่ยวชาญ (Master practitioner) ที่เป็นตัวแบบ (Model) ของการเรียนรู้ว่า เป็นบุคคลผู้มีความรู้ที่ใช้ทักษะพิเศษในการปฏิบัติงาน ซึ่งหมายถึง

1.             เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้กับการปฏิบัติงานที่ยาก
2.             เป็นผู้มีการจัดรูปที่ดี มีแบบแผนการทำงานและส่งเสริมการใช้ความรู้ใหม่ ๆ
3.             เป็นคลังของความรู้ที่ดี ให้ความรู้ใหม่ ๆ สร้างแผนและบูรณาการการประยุกต์ใช้ความรู้และ
ทักษะในบริบทต่าง ๆ
4.             เป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของชุมชนแห่งการปฏิบัติ ที่จูงใจให้
ผู้เรียนรู้ว่า การมุ่งไปสู่ความสำเร็จมิได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความรู้จากที่ต่าง ๆ
5.             เป็นผู้สอนเทคนิคต่าง ๆ โดย
5.1      เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและคาดคะเนผลได้
5.2      เกิดขึ้นโดยไม่ได้เตรียมการมาก่อน
5.3      ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยากแก่การอธิบาย

ในชุมชนมีผู้เชี่ยวชาญ (Master practitioner) ในสาขาอาชีพต่าง ๆ คนเหล่านี้ สร้างความเข้มแข็งให้
ชุมชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม แต่ก็ยังแปลกอยู่ที่โดยทั่วไป ระบบการศึกษาในประเทศไทยมักไม่ค่อยให้ความสำคัญในการนำเอาความเชี่ยวชาญเหล่านั้นมาใช้เพื่อการเรียนรู้


                                      "ครูศิริพร จันทสอนกับนักเรียนฝึกงานวิชาชีพเลี้ยงไก่ไข่"

                โรงเรียนมีชัยพัฒนา ได้สร้างสถานประกอบการด้านการเกษตรขึ้นภายในโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารแก่นักเรียน ครูและบุคลากรในโรงเรียน ในการนี้ได้ใช้ภูมิปัญญาด้านการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญในชุมชนมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และทักษะแก่นักเรียน โดยใช้สถานประกอบการดังกล่าวเป็นสถานที่ฝึกงาน (Apprenticeship)

                สถานประกอบการประกอบด้วยวิชาชีพต่าง ๆ เช่น การปลูกมะนาวนอกฤดู (คุณสมพร โพธิ์ไข่ คุณวิฑูรย์ มานะดี) การเลี้ยงไก่ไข่ (คุณพฤหัส ตันศร) การผลิตเห็ด (คุณวัชรินทร์ จันทพันธ์) การปลูกผักหน่อไม้ฝรั่งและข้าวในวงบ่อ (คุณชัชวาล บัวลา คุณสมบัติ เสริมไธสง) การปลูกผักในกระถางและเกษตร รถเข็ญ (คุณสมจิตร์ ลาคำ) การเพาะกล้า/ไม้ดอกไม้ประดับ (คุณใช้ ชนะเกียรติ) การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักเพื่อการเกษตร (คุณวิศิษย์ สวงรัมย์) เกษตรแซนโดรโพนิคส์ (คุณสมภพ พุทธรักษา) เกษตรไฮโดรโพนิคส์ (คุณประสาน สนทนา) และการเลี้ยงไก่พื้นเมือง (คุณเสรี หาญชนะ)

                นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้การประกอบวิชาชีพเหล่านี้จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน เพื่อเป็นธุรกิจแล้ว ครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาทุกคนยังได้เสริมความรู้ทางด้านวิชาชีพต่าง ๆ ดังกล่าว เพื่อเป็นที่ปรึกษาแก่นักเรียนในระยะยาวอีกด้วย


          "คุณเสรี หาญชนะผู้เชี่ยวชาญและครูสุรเดช พะวรกับนักเรียนฝึกงานการเลี้ยงไก่พื้นเมือง"

แพรตและจอห์นสัน (Pratt and Johnson, 1978) ได้แบ่งการฝึกงานออกเป็น 2 รูปแบบคือ การฝึกซ้ำตามแบบเดิมและการฝึกกระบวนการคิด การฝึกซ้ำตามแบบเดิม เป็นประสบการณ์บนพื้นฐานการพัฒนาทักษะด้วยมือและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญนั้นแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วย

การเรียนรู้และประสบการณ์เหล่านี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการแสวงหาแบบไม่มีขีดจำกัด ของผู้เรียน เพราะเป็นการเรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ (Models) ได้เห็นตัวอย่างจริง ๆ อันจะนำไปสู่ความรู้ระดับลึก (Deeply Knowledge) เพื่อความเป็นผู้เชี่ยวชาญในที่สุด