วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ครูมืออาชีพ (Being a Professional )


(John MacBeath ภาพจาก www. educ.cam.ac.uk)


                                                                                                 Professor John MacBeath: บรรยาย
                                                                                       สุริยา เผือกพันธ์ : ถอดความและเรียบเรียง

ก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพ

ครูมืออาชีพคืออะไร อะไรคือเครื่องหมายบ่งบอกถึงความเป็นครูมืออาชีพ มีจรรยาบรรณที่เน้นเป็นพิเศษอยู่ 4 อย่างคือ การใช้ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ การให้ความสำคัญกับงานวิจัยและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ให้สูงขึ้น และการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะนี้ไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยการสอน การให้บริการแก่เด็กนักเรียน เพื่อนร่วมงาน พ่อแม่และชุมชนอย่างกว้างขวาง เพราะว่าการสอนเป็นการมุ่งมั่นพัฒนาบุคลิกภาพและพัฒนาอารมณ์ด้วย ด้วยเป็นที่ยอมรับว่า อาชีพครูแตกต่างจากสาขาอาชีพต่าง ๆ

 ครอสเวลล์และอีเลียต (Crosswell and Elliot) กล่าวว่า ครูโดยทั่วไปจะชอบการเป็นครู หรือครูที่ดีที่สุดจะชอบงานการเป็นครูของพวกเขา พวกเขาจะพัฒนางานให้ก้าวหน้า  ไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้เกิดในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังใช้เวลาทุ่มเททำกิจกรรมนอกห้องเรียนอีกด้วย พวกเขาจะให้ความสำคัญต่อความต้องการของนักเรียนแต่ละคนและมีความรับผิดชอบต่อนักเรียนของพวกเขาไม่เฉพาะแต่เรื่องการให้ความรู้แต่ยังทำการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพัฒนาระบบคุณค่าอีกด้วย ครูจะธำรงรักษาความรู้ที่คงความเป็นครูมืออาชีพไว้อย่างต่อเนื่องและมุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนในระดับกว้าง

            
                                                     (ภาพจาก www.pinterest.com)

แต่อะไรที่จะช่วยครูให้ได้รับการพัฒนาและเจริญก้าวหน้า อะไรคือการอบรมบ่มเพาะให้ครูเป็นมืออาชีพ อะไรคือสิ่งที่จะช่วยนำครูให้สร้างพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวิชาชีพของพวกเขา นักวิจัยชาวอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) ซึ่งต่อมาได้ไปสอนที่วิทยาลัยแห่งชาติ (National College)ได้กล่าวถึงเรื่อง สารพิษและสารอาหาร (Toxins and Nutrients) ว่า สารอาหารคือ สิ่งที่จะช่วยให้ครูมีความก้าวหน้า ส่วนสารพิษคือ สิ่งที่จะทำให้ครูล้าหลัง นี่คือสารพิษ 7 ชนิดที่ เจฟฟ์ เซาท์เวิร์ด (Jeff Southworth) ได้พบในงานวิจัยของเขา (ตาราง 1 ดังแนบ) เมื่อเขาได้ถามบรรดาครูทั้งหลายว่า  มีงานอะไรบ้าง ที่ทำให้พวกคุณรู้สึกว่าเป็นอุปสรรคต่อความเป็นครูมืออาชีพ  อะไรที่ทำให้แรงจูงใจในห้องเรียนของคุณลดน้อยลง ให้ลองคิดดู อะไรที่ทำให้ไม่ยอมรับและขโมยมันไป การวิพากษ์วิจารณ์ การไม่ยอมรับ การตัดสินตลอดเวลาบอกสิ่งที่ทำบ่อย ๆ การทำตามสั่ง และไม่รับฟังผู้อื่น ใช่หรือไม่ ไม่เพียงแต่ไม่รับฟังนักเรียนเท่านั้น ยังหมายถึงการไม่รับฟังผู้อื่นที่เกี่ยวข้องในหน้าที่การงานอีกด้วย

 และในทางตรงกันข้าม อะไรที่จะช่วยสนับสนุน สร้างแรงบันดาลใจและอบรมบ่มเพาะครู สิ่งนั้นคือ สารอาหาร เช่น การสร้างคุณค่า การส่งเสริม การสังเกต ความไว้วางใจ การรับฟังผู้อื่น และการเคารพนบนอบจริง ๆ คุณเป็นเช่นไร
สิ่งเหล่านี้จะดังก้องอยู่กับตัวคุณ สิ่งเหล่านี้ อาจมีความคล้ายคลึงกับบางอย่างที่คุณมีอยู่แล้วในชีวิตการทำงานของคุณ แต่ก็อาจมีหลายอย่างที่แตกต่างจากรายการดังกล่าวนี้ สิ่งที่แตกต่างเหล่านั้นอาจสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้คุณได้เช่นกันและบางอย่างที่คุณพบมันเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคุณมานาน ในทุก ๆ วัน

            ต่อคำถามที่ว่า แล้วคุณจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านั้น มีบางอย่างที่อธิบายโดยนักวิจัยชาวแคนนาดาชื่อ บาร์เน็ตต์ (Barnett) ซึ่งได้พูดเกี่ยวกับเรื่องช่องว่างระหว่างความคิด 2 ด้านนี้ว่า อะไรที่มีความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพ  ครูยังต้องต่อสู้กับสถานภาพและความเคารพนับถือ ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังที่จะเป็นคนที่มีความสามารถ กล้าเสี่ยง ประนีประนอมและยินยอมพร้อมใจด้วย



                                  
                                 The dilemma space: between the rock and the whirlpool

ศาสตรจารย์ชาร์ล แฮมป์เดน เทอร์เนอร์ (Charls  Hamden Turner) แห่งเคมบริดจ์ได้นำเอาช่องว่างระหว่างแนวคิด 2 ด้านนี้ไป พิจารณาและให้คำแนะนำเพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยใช้เส้นแกน 2 เส้น กล่าวคือใช้แกนตั้ง (Vertical axis) วัดผลการปฏิบัติงาน ใช้แกนนอน (Horizontal axis) บอกถึงการสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาและบอกด้วยว่า ถ้าคุณวิตกกังวลมากเกี่ยวกับเรื่อง การจัดลำดับการวัดผลการปฏิบัติงาน คุณอาจกลายเป็นไดโนเสาร์เล็ก ๆ  แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณปฏิเสธการให้ความสำคัญกับการประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งหมด คุณอาจกลายเป็นนกกระจอกเทศเล็ก ๆในทะเลทราย ด้วยเช่นกันหรือถ้าคุณให้เวลาทั้งหมดกับการสร้างสรรค์ การเรียนรู้และการพัฒนาและไม่ยอมรับมุมมองอื่น ๆ เช่นการประเมินผลและการตรวจสอบ คุณก็พร้อมที่จะสูญพันธุ์ เหมือนอย่างตัวยูนิคอร์น  แต่ถ้าคุณสามารถผสมผสานองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้เข้าด้วยกันทั้งสองแกน ให้ความสำคัญต่อการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานของเด็ก เท่า ๆ กับการสร้างสรรค์การพัฒนานักเรียน คุณก็จะเป็นเหมือนดั่งพญาอินทรีย์ที่เห็นในภาพ

            แต่อาจมีบางครั้งที่ตกอยู่ไปในพื้นที่ตรงกลาง ซึ่งไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรมันเป็นสถานการณ์ทั้งดันและดึง นายแพทย์ดูโอลิตเติล (Doctor Doolittle) กล่าวว่าเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวหนึ่งที่ดึงและดันคุณด้วยหัวสองหัวที่หันหน้าไปคนละทาง คุณลองคิดไปถึงเพื่อนร่วมงานหรือคนอื่น ๆ ที่อาจทำให้คุณเป็นอย่างนั้น ใช่หรือไม่

ในช่องว่างระหว่างสองแนวคิดทุกแนวคิด  เป็นบางสิ่งที่พวกเรายากจะรักษาไว้และจะทำให้ความกดดันจากการทำงานจะเกิดขึ้นทันทีทันใด

             ชาร์ลส์ ฮัมเมล อธิบายและถามครูว่า คุณเคยอยากจะให้วันหนึ่งมีสัก 30 ชั่วโมงไหม เพราะว่ามันมีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ทำ มันเป็นงานที่ยังคั่งค้างอยู่ แต่ถ้าคุณหยุดตรึกตรองดู ลองคิดถึงงานการสอนของเรา คิดถึงแนวคิด 2 ด้านนี้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ ในเวลาเท่าที่เรามี ลองย้อนกลับไปทบทวนในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์และแต่ละปี เรายอมรับว่า บ่อยครั้งที่เราขับเคลื่อนงานตามความต้องการของผู้อื่น ด้วยเหตุผลแต่ที่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของงานของเราเอาไว้ แต่ไปให้ความสำคัญกับงานของคนอื่นก่อน
                                

ตารางวิเคราะห์การจัดลำดับความสำคัญของงาน
ระหว่างความสำคัญ (แกนตั้ง) และความเร่งด่วน (แกนนอน)

ให้พิจารณาตารางที่แสดงไว้นี้ มันมีสองมุมมองคือ  ทางหนึ่งเป็นแกนตั้งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของงานและอีกแกนหนึ่งเป็นแกนนอนที่แสดงให้ เห็นถึงความเร่งด่วนของงาน  ตารางนี้จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ถ้าเราคิดถึงการสอนของเราและการเรียนรู้ของนักเรียน อะไรคือ สิ่งที่ไม่สำคัญและเร่งด่วนจริง ๆ

            ส่วนล่างซ้าย เรามีงานที่ควรทำและมีความเร่งด่วน ที่กดดันเราตลอดเวลา แต่มันไม่สำคัญ และเมื่อดูไปที่ส่วนบนซ้ายมือ มีงานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน  เมื่อเราเอาเด็กเป็นสำคัญ ลองมาพิจารณาว่า คุณมีสิ่งใดที่จะต้องทำเพื่อพวกเขา  แต่ต้องใช้เวลามาก มันมีบางสิ่งที่คุณไม่ต้องทำเดี๋ยวนี้ อะไรเหล่านี้ แล้วคุณจะทำอย่างไร

คุณได้ทอดทิ้งพื้นที่ที่สำคัญและเร่งด่วนหรือเปล่า ในงานการเรียนการสอน ความต้องการของคุณและนักเรียนมันจะอยู่ในพื้นที่นั้น แม้ว่าสิ่งที่เราสอนมีความสำคัญมากที่สุดแต่มันไม่ด่วน ก็ต้องทำแม้จะใช้เวลามาก เป็นต้น


                         
                                                  ตารางการจัดลำดับความสำคัญของงาน
                               ระหว่างความสำคัญ (แกนตั้ง) และความเร่งด่วน (แกนนอน)

ตารางนี้อาจเป็นประโยชน์มากในการใช้เป็นพื้นฐาน คิดถึงเรื่องสิ่งที่คุณจะทำในห้องเรียนอะไรที่คุณกำลังทำในแผนงานของคุณ อะไรที่คุณกำลังทำในงานการประเมินผลของคุณ แต่ที่ต้องมาจบลงในตารางที่ 4 ให้คุณกลับไปพิจารณาอีกครั้ง งานบางอย่างที่คุณอยู่ระหว่างการทำและบางสิ่งที่คุณได้รวบรวมใส่ลงในแฟ้มผลงาน งานและกิจกรรมบางอย่างนั้นเป็นภาระหน้าที่ เป็นการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง

            และท้ายที่สุดนี้ ก็มาถึงเรื่องคำถามที่มี 8  ข้อ คำถามแต่ละข้อถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูก ใน 4 ตัวเลือกดังนั้น ก่อนที่จะตอบคำถาม ควรได้ทบทวนสิ่งที่คุณคิด สิ่งที่คุณรู้ สิ่งที่คุณประเมิน เกี่ยวกับการเรียนการสอน ก่อนที่คุณจะตอบคำถาม ซึ่งคุณควรทำเพียง 1 ครั้ง ให้ได้คำตอบที่ถูก ดังนั้นคุณจะมีความสุขมากต่อการตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง  8 ข้อ

                นอกจากคำถามแล้ว คุณอาจทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามต้องการ เช่น การอภิปรายกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับบางสิ่งที่คุณกำลังทำระหว่างการเรียนในสัปดาห์แรกและ  4 สัปดาห์ที่คุณมี และสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องใช้ คือ ตารางวิเคราะห์ความสำคัญและความเร่งด่วนในงานการสอน

     
                                                     (ภาพจาก www.eaalearning.com)

           ถ้าคุณเพิ่มคำถามเหล่านี้อีกกับเพื่อนของคุณในโรงเรียนพวกเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องความสำคัญและความเร่งด่วน อะไรเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ อะไรสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน การใช้เวลายาวนานสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนและการพัฒนาโรงเรียนในฐานะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

                นั่น สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์อย่างมากมายจากการร่วมกันวิเคราะห์ และใช้การสนทนาไปกระตุ้นให้มีการพัฒนาเพื่อนร่วมงาน มุ่งสู่ความเป็นครูมืออาชีพและจากนั้น เป็นการขยายเนื้อหาโดยนำไปเขียนเป็นบทความ ความยาวประมาณ 400 – 500 คำ สรุปเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่คุณได้จากเรียนและเรียนรู้จากการทดสอบแนวคิดเหล่านี้ ร่วมกันกับครูมืออาชีพคนอื่น ๆ
............................................................................................................................................................
John MacBeath is Professor Emeritus at the University of Cambridge, Director of Leadership for   Learning: the Cambridge Network and Projects Director for the Centre for Commonwealth Education. Until 2000 he was Director of the Quality in Education Centre at the University of Strathclyde in Glasgow.



ตาราง 1 Toxins and Nutrients

Toxins
Nutrients
1.             Ideas being rejected or stolen
2.             Carping criticism
3.             Being ignored
4.             Being judged all time
5.             Being told what to do too much
6.             Being over-directed
7.             Not being listened to
1.            Being valued
2.            Being encouraged
3.            Being noticed
4.             Being trusted
5.             Being listened to
6.             Being respected

This is true from administrators and students in some instances 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

โลกของเด็ก ๆ (The World of Childhood)





                                                                                  Professor John MacBeath : บรรยาย
                                                                                    สุริยา เผือกพันธ์ : ถอดความและเรียบเรียง


             "โลกสามมิติ โลกวิชาการ (The Academic World) โลกสังคม (The Social World) และโลกไซเบอร์ (The Cyber World)  เด็ก ๆ จะเคลื่อนไหวเรียนรู้อยู่่ทามกลางโลกทั้งสามนี้ มันเป็นความพยายามที่จะช่วยพวกเขา ให้ทำการติดต่อค้นหาความหมาย ท่ามกลางความสัมพันธ์ของเหล่าโลกดังกล่าว" 


เราจะเริ่มด้วยคำถามว่า ทุกวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรในโรงเรียน สิ่งหนึ่งที่เราเห็นในโรงเรียนประถมศึกษาทางภาคเหนือของอังกฤษที่ครูใหญ่มักเดินไปรอบๆโรงเรียนแล้วเขาจะถามนักเรียนเสมอๆว่า วันนี้เธอได้เรียนรู้อะไร พวกเขาอาจตอบว่า เรียนวิชาเลขคณิตเกี่ยวกับการหาค่าเฉลี่ย (mean, median, mode) แล้วครูใหญ่จะโต้ตอบว่า ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ถามเธอถึงสิ่งที่ครูสอน ฉันถามถึงสิ่งที่เธอเรียนรู้
                                                           
 วันหนึ่งระหว่างที่ผมคุยอยู่กับครูใหญ่ มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เดินเข้ามาหาแล้วถามว่า ครูใหญ่ค่ะ วันนี้ครูใหญ่ได้เรียนอะไรมันเป็นคำถามเดียวกันที่ครูใหญ่และครูของเธอเคยถูกถามด้วยเช่นกัน เป็นที่ยอมรับว่า  ครูใหญ่และครูในโรงเรียนก็เป็นผู้เรียนด้วย

เมื่อเราพูดถึงเรื่องของเด็ก ผมต้องการพูดถึงเรื่องโลกสามมิติที่พวกเขาใช้ชีวิตและความพยายามที่ จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างโลกทั้งสามนั้นได้แก่ โลกวิชาการ (The academic world)  โลกสังคม (The social world) และโลกไซเบอร์ (The cyber world) นั่นก็คือ โลกของอินเตอร์เน็ต โลกของการสื่อสารด้วย โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Moblie phone)และอื่นๆ เด็กๆ จะเคลื่อนไหว เรียนรู้ท่ามกลางโลกทั่งสามนี้  แน่ล่ะ มันเป็นความพยายามที่จะช่วยพวกเขาให้ทำการติดต่อค้นหาความหมายท่ามกลางความสัมพันธ์ของเหล่าโลกดังกล่าว

เดวิด เบอร์ลิเนอร์ (David Berliner) นักวิชาการชาวอเมริกัน ที่ศึกษาถึงชีวิตงานในโลกไซเบอร์ ได้กล่าวว่า เด็ก ๆได้เรียนรู้ผ่านบริบทที่แตกต่างกัน ได้ประสบการณ์ต่าง ๆ จากอินเตอร์เน็ต


เราจะดูที่ห้องเรียนของเขาเป็นห้องเรียนที่อยู่ในโรงเรียน โรงเรียนอยู่ในชุมชนและเด็กๆ ที่อยู่ในครอบครัว  อยู่กับเพื่อนบ้านและกลุ่มเพื่อน  เขาพูดว่า แม้บริบทเหล่านี้จะสร้างทัศนคติและแรงบันดาลใจอย่างมีพลังได้มากกว่าครูของพวกเขา คำถามคือ อะไรที่เป็นประสบการณ์ที่สำคัญที่สุดที่ในตัวเด็กที่เราจะต้องคิด อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของพวกเขา ครอบครัว เพื่อนบ้าน กลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ครู หรือนโยบายและสิ่งแวดล้อมทางการเมือง

ผลกระทบทั้งหมดนี้ขอให้ใช้เวลาคิดสักสองสามนาทีถึงผลสะท้อนกลับเราเห็นเป็นอย่างไร ในประสบการณ์ของเรา ในประเทศ ของเรา ในบริบทของเรา อะไรสำคัญที่สุด งานวิจัยได้บอกเราไว้มากเกี่ยวกับเรื่องผลสะท้อนจากพ่อแม่ซึ่งมีอิทธิพลมาก มันเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ของเด็ก ๆ บ่อยครั้งที่กลุ่มเพื่อนมีผลสะท้อนอย่างมาก มากกว่าพ่อแม่เสียอีก ความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งเหล่านั้นในฐานะครู เราจะต้องมีความเข้าใจ และจำไว้ว่า เด็ก ๆ มีชีวิตอยู่ในเครือข่ายพวกเขา อยู่กับกลุ่มเพื่อน อยู่กับพ่อแม่และเพื่อนบ้าน  

ไม่มีที่ไหนที่จะแสดงให้เห็นได้ดีเท่ากับภาพยนตร์ ฝรั่งเศสชื่อ Entre les murs ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Classroom  ในภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการเรียนรู้แบบนี้ ในเรื่องนี้ เป็นเพียงเรื่องของเพื่อนบ้านในชานเมืองปารีส ที่กล่าวถึงอิทธิพลที่เด็กสามารถเรียนรู้ ในตอนจบ เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องเรียน ได้แสดงให้เห็นถึงความเศร้าโศกของครูที่นั่งเหน็ดเหนื่อยอยู่หลังโต๊ะ เวลาที่ยาวนานได้หมดลงด้วยคำพูดที่ว่า ผมไม่ได้เรียนรู้อะไร ไม่สำคัญว่า เขาได้ทำงานหนักเพื่อเด็กของเขาเหล่านี้อย่างไร บ่อยครั้งที่พวกเขากลับไปหา เพื่อนบ้าน ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนของเขา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้อย่างมากในแต่ละวัน ครูต้องทำงานอย่าง หนักในความพยายามที่จะสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างห้องเรียนกับบริบทต่าง ๆ 


             บาโรนเนสส์ ซูซาน กรีนฟิลด์ (Baroness Susan Greenfield) แห่งมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ได้ทำการวิจัยบริบทที่เด็กใช้ชีวิตอยู่ พบว่า มีอยู่ 3 บริบท นั่นคือ โรงเรียน  (School) บ้าน (Home) และโลกเสมือนจริง (Virtual world) ถ้าเราต้องการอยากจะรู้ว่าในแต่ละวันเด็กๆได้ใช้เวลามากน้อยเพียงใดกับบริบทเหล่านี้ ลองใส่ตัวเลขดู ในปีหนึ่งๆในประเทศของคุณ ไม่ว่าที่โรงเรียน ที่บ้าน และในโลกเสมือนจริง เด็ก ๆ ใช้เวลากับมันอย่างละกี่ชั่วโมง อาจขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่พวกเขาใช้ ไม่ว่าจะโดยโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์และสื่ออื่น ๆ ของพวกเขา

                สิ่งที่ซูซาน กรีนฟิลด์พบในงานวิจัยของเธอ ที่เป็นงานวิจัยในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ถึงเวลาที่ใช้ในโรงเรียนเมื่อเทียบกับที่บ้านและโลกเสมือนจริง แน่ล่ะสิ่งต่างๆมันต่างจากประเทศอื่นๆ  เพียงแต่หยุดคิดสักนาที มันอาจมีค่าที่ทำให้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริบทต่างๆ ต่องานการเรียนการสอน  จริง  ๆ แล้ว มันมีผล ที่ช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพมากกว่าไม่มีประสิทธิภาพ

มีคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับโลกในอนาคต ลองพิจารณาดูว่ามันจริงหรือไม่ เราเตรียมตัวเด็กเข้าสู่การทำงาน แต่ยังไม่ยั่งยืน เราสอนให้ใช้เทคโนโลยีแต่ยังไม่ประดิษฐ์คิดค้น สอนให้รู้การแก้ปัญหาแต่ไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร ใช่หรือไม่ ถ้าบางอย่างเป็นจริง เราเข้าใจอย่างไรในฐานะที่เป็นครู


ฮาร์มุต วอน เฮนติก (Harmut Von Hentig) นักการศึกษาชาวเยอรมัน กล่าวถึงเด็กคนหนึ่ง ถามลุงของเขาว่า ฉันควรไปโรงเรียนหรือไม่ ทำไม คำตอบจากลุงของเขาตอบว่า ไม่ เหตุเพราะว่าเรามีเทคโนโลยี ที่สอนอะไรต่อมิอะไรได้ ในสังคมโลก ที่เด็ก ๆ สามารถพบเจอผู้คนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน เช่น ศาสนาต่างกัน ความสามารถต่างกัน ตอนจบเขาพูดว่า เชื่อได้เลยว่า จะวันนี้หรือวันไหน ๆ ทุกอย่างจะอยู่ที่โรงเรียนทั้งหมด  มันเป็นสถานที่ที่จะนำนักเรียนมาอยู่ร่วมกัน ที่จะช่วยพวกเขาให้เรียนรู้การมีชีวิต ในสังคมการเมืองของพวกเรามันจึงเป็นความต้องการที่แย่มาก ๆ

ท้ายสุดนี้ มีคำถาม 6 ข้อที่เราอาจต้องคิดคือ  ฉันจะฉลาดอย่างไร ฉันไม่ฉลาดแต่มีวิธีการใดที่จะฉลาด ฉันจะทำอะไรบ้างเกี่ยวกันเรียนรู้ของตนเองงานอะไรที่ดีที่สุดสำหรับฉันในฐานะผู้เรียน จุดแข็งของฉันคืออะไร จุดอ่อนของฉันคืออะไรอะไรที่จะช่วยและรักษาการเรียนรู้ของฉันกับใครที่ไหนเมื่อไหร่ที่ฉันจะเรียนรู้ให้ดีที่สุด

เดี๋ยวนี้มันยังเป็นคำถามและผมคิดว่าเด็กของเราควรได้ตั้งคำถามเหล่านี้ แต่ผมคิดว่ามันยังเป็นคำถาม ที่พวกเราจะต้องถามตัวเองด้วย คิดถึงคำถามเหล่านั้น เราจะทำอะไรต่อไปกับถามคำถาม 6 ข้ออย่างมีพลัง มันเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้และจริง ๆ แล้วมันมีนัยยะต่อการสอนด้วย  เราจะตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไร

........................................................................................................................................
John MacBeath is Professor Emeritus at the University of Cambridge, Director of Leadership for Learning: the Cambridge Network and Projects Director for the Centre for Commonwealth Education. Until 2000 he was Director of the Quality in Education Centre at the University of Strathclyde in Glasgow.

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

ว่าด้วยการเป็นครู(Being a teacher)
ตามทรรศนะของจอห์น แมคบีธ


(ภาพจาก www.educ.cam.ac.uk)


                                                                         Professor John MacBeath : บรรยาย
                                                                                      สุริยา เผือกพันธ์ :  ถอดความและเรียบเรียง

ครูเป็นใคร ใครเป็นครู ?????
            อะไรคือ ตัวบ่งบอกถึงการเป็นครู ปัจจุบันเราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง เกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอน
           และในฐานะที่เราเป็นครูลองย้อนกลับไปสมัยที่เราเป็นนักเรียน ประสบการณ์ใดที่มีพลังมากที่สุดสำหรับเรา และถ้าคิดไปถึงเรื่องการสอนของพวกเรา ประสบการณ์ใดที่ทรงพลังที่สุด
            สิ่งที่จะบ่งบอกถึงการเป็นครูมีอยู่ด้วยกันแปดด้าน แต่สิ่งแรกที่จะกล่าวถึงคือ เรื่อง การวางแผน ครูจะต้องทำก่อนล่วงหน้า เพื่อบอกให้รู้ถึงวิธีการที่จะสอน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่การทำให้เกิดความเข้าใจอันลึกซึ้งในสิ่งที่ครูได้สอน เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความต้องการที่จะสร้างความเข้าใจ ที่แท้จริงตามที่หลักสูตรกำหนดเอาไว้ รวมทั้งการประเมินผล  อันเป็นการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ ประเมินผลเพื่อปรับปรุงพัฒนา เมื่อการเรียนรู้สิ้นสุดลงในแต่ละช่วงเวลา
            ดังนั้น ความแตกต่างของการประเมินผลประเภทต่าง ๆ  เราจะต้องมองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทำอย่างมืออาชีพ ทำอย่างไรคือ การทำอย่างมืออาชีพ และวิธีการใดที่จะจัดลำดับขั้นตอนการสอนทั้งหมดที่มีองค์ประกอบความแตกต่างกันให้สัมพันธ์กัน อันจะทำให้เราเป็นครูที่มีประสิทธิภาพ


            เราจะเริ่มจากคำถาม  3 ข้อ โดยจะไม่พูดถึงสิ่งที่เราไม่เคยสอนและไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ดังนั้น คำถาม 3 ข้อดังกล่าวคือ อะไรที่เรารู้แล้ว อะไรที่เรายังไม่รู้และอะไรที่เราอยากจะรู้ และเมื่อเราคิดถึงผู้เรียน พวกเขาเป็นใคร อะไรคือสิ่งที่พวกเขาเคยรู้ เคยรู้สึกและเคยทำมาแล้ว
            เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เดินเข้าห้องคล้าย กระดานชนวนที่ว่างเปล่า พวกเขามากับความรู้สึก ความรู้และทักษะและในฐานะที่เป็นครู เราคิดว่าอะไรที่จะสามารถทำให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย จะมียุทธวิธีใดที่จะส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ ดำเนินการภายใต้แนวคิดทฤษฎี
            อะไรคือ ทฤษฎีการเรียนรู้ และสิ่งสำคัญคือ อะไรคือ สิ่งที่ครูจะต้องเข้าใจและหมายมั่นปั้นมือ นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งคือ หลักสูตร อะไรคือ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจจากหลักสูตร มันมีความหมายอย่างไร มีวิธีการหลากหลายในการทำความเข้าใจหลักสูตรใช่ไหม อะไรคือ วิถีทางที่แตกต่างกันเหล่านั้น  และเราจะทำการเชื่อมโยงหลักสูตรที่เขียนไว้กับการพัฒนาและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร
ดังนั้น ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการทำแผนเป็นสิ่งแรก ในแผนนั้นจะประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย (formulating) การเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ (engaging) แผนการสอน (planning)  การจัดการทรัพยากร (organizing) การพัฒนายุทธวิธี (developing)  การบอกถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (communicating) เป็นต้น
            ดังนั้น คำกริยาทั้ง 6 คำได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย  การเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  แผนการสอน   การจัดการทรัพยากรการ พัฒนายุทธวิธีและการบอกถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน     เป็นกุญแจและหัวใจสำคัญที่ครูจะทำการสอนและประเมินผล


            ต่อไปเราจะพูดถึงจุดประสงค์ของ การประเมินผลที่แตกต่างกัน 3 วิธี คือ การประเมินเพื่อวินิจฉัย (the diagnostic purposes of assessment) การประเมินระหว่างเรียน  (the formative purposes of assessment) และการประเมินผลรวม (the summative purposes of assessment) ซึ่งทั้ง 3 วิธีมีความสำคัญในการให้ผลสะท้อนและความหมายของการสะท้อนผลนั้น
และจากนั้นจะพัฒนาความสัมพันธ์ กับคนที่เราทำงานด้วยในแต่ละวันเป็นพื้นฐาน คนเหล่านั้นคือคนที่มีความสำคัญต่อเรา เช่น  นักเรียนของเรา เพื่อนร่วมงานของเรา ครอบครัว ชุมชนรอบข้างรวมถึงผู้กำหนดนโยบายด้วย ผู้นำโรงเรียนและคนซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ภายในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐ
อะไรคือวิธีการที่จะนำไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพอีก เราจะรู้จักกฎเกณฑ์ทางด้านคุณธรรม ความหมายของสิ่งที่ต้องสร้าง ความรับผิดชอบของผู้บริหารตามกฎหมาย หลักปรัชญาการสอน การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาชีพที่ร่วมแบ่งปันความคิด คุณค่าที่เราเรียนรู้จากผู้อื่น การมองหาเครื่องมือจากเพื่อน ร่วมงาน แม้กระทั่งจากนักเรียน ถึงการที่จะพัฒนาการสอนและแผนการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างไร


            และท้ายที่สุด มีคำถามสำคัญซึ่ง โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยาได้ถามไว้ว่า อะไร คือสิ่งที่เราต้องการจากนักเรียนของเรา
            ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่เราเข้าใจคือ  ความรู้ (Knowing) และความสามารถ ความรู้ที่มี เป็นตัวบ่งชี้ครูที่มีมากเพียงพอที่จำทำให้เด็ก ๆ ดำรงชีวิตอยู่ได้ มันเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่มอบให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป
มีคำถามอะไร เพิ่มเติมจากนี้ เพื่อพวกเราในฐานะครูเพื่อนักเรียนอีกไหม  คิดอีกครั้ง ในสิ่งที่เราคุ้นเคย เช่น การเรียนรู้ การสอน หลักสูตรและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้
ดังนั้น แม้ว่าเราจะย้อนกลับไปและมองไปที่บางสิ่งที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้น พวกเราอาจคิดไปถึงสิ่งสุดท้าย  ซึ่งถามเราเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องผลสะท้อน เกี่ยวกับการทบทวนและเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริม เพิ่มพูนและท้าทายความเข้าใจของพวกเรา

........................................................................................................................................................

John MacBeath is Professor Emeritus at the University of Cambridge, Director of Leadership for Learning: the Cambridge Network and Projects Director for the Centre for Commonwealth Education. Until 2000 he was Director of the Quality in Education Centre at the University of Strathclyde in Glasgow.

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

โรคตรากตรำ (Sacrifice Syndrome): วิธีฟื้นฟูและสร้างความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพล (Strategies for Renewal and Building Resonant Relationship)



                                                            Richard Boyatzis,PhD-Case Western Reserve University : บรรยาย
                                                                                               สุริยา  เผือกพันธ์ : ถอดความแปลและเรียบเรียง


คำสำคัญ :  โรคตรากตรำ (Sacrifice Syndrome), ความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพล (Resonant Relationship), วงจรการฟื้นฟู (Renewal Cycle), ระบบประสาทซิมพาธิติค  (Parasympathetic nervous system) 


จากการสังเกตการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งภาวะผู้นำ ที่มีความสัมพันธ์อย่างมีอิทธิพลก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นคือ ความเครียด (Stress)  เราเริ่มที่จะทำให้เกิดอาการอย่างหนึ่งขึ้นได้ สิ่งนั้นเรียกว่า โรคตรากตรำ (Sacrifice Syndrome)

เรารู้ว่าสิ่งที่เราชอบคืออะไร เราได้ใช้เวลาในเย็นวันสุดสัปดาห์ด้วยการอยู่กับบ้านด้วยความรู้สึกว่าเหมือนมีใครมาดูดเลือดคุณออกจากตัวเรา  และเราสามารถดื่มได้อย่างอิสระ ถ้าไม่ชอบเหล้าก็อาจเป็นน้ำชา    แก่ ๆ ปัญหาของโรคตรากตรำ (Sacrifice Syndrome) ที่ผมพูดถึงนี้ นำเราไปสู่การรับรู้ทางปัญญาและรู้ความบกพร่องทางอารมณ์ ไม่งั้นเราจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในสถานะภาวะผู้นำได้

                ดังนั้นมันไม่สำคัญว่า เราจะมีประสิทธิภาพเพียงใด มันจะลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ เราจะมาพูดถึงงานวิจัยที่มากระตุ้นระบบประสาทซิมพาธิติค  (Parasympathetic nervous system) ด้วยวงจรการฟื้นฟู (Renewal Cycle) มันเป็นวิธีการที่มาช่วยฟื้นฟูรักษาความสมดุลของโรคตรากตรำที่เกิดจาก การติดเชื้อความเครียด (Chronic stress) ที่ทำให้เราสารมารถสร้างสมรรถนะในการทำงานกลับคืนมาได้อีก

                งานวิจัยทางการแพทย์และทางจิตวิทยาช่วยให้เราเข้าใจถึงประสบการณ์ที่นำมาใช้ในกระบวนการฟื้นฟู ในระบบประสาทพาราซิมพาธิติค ตัวอย่างเช่น ในเรื่องสัมมาสติ (Mindfulness) เรารู้ว่าการทำสมาธิจะช่วยได้ในเรื่องนี้ เรามีงานวิจัยมากมายที่ศึกษาเรื่องนี้มากว่า 30 ปี ตัวอย่างเช่น ทำสมาธิเพียง 15 – 20 นาทีต่อครั้ง แต่ละครั้งจะช่วยเราได้ โดยทำอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เมื่อพวกเขาเรียนรู้การทำสมาธิ จะเป็นการสอนเองว่า เราควรทำ 2 ครั้งต่อวัน จากการศึกษา 2 กรณี พบว่าพลังของโยคะ ก็ช่วยได้เช่นกัน


งานวิจัยสองกรณีแสดงให้เห็นถึงพลังของไท้เก๊ก (Tai Chi)  ผมเดาเอาว่า รูปแบบอื่น ๆ ของศิลปะป้องกันตัว (Martial Arts) ก็เช่นกัน สมาธิเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางของศิลปะการต่อสู้ มันไม่ใช่อยู่ที่การเต๊ะก้นกัน ผมคิดว่ามันเป็นการกระตุ้นที่พอเหมาะกับระบบประสารซิมพาธิติค สำหรับการสวดมนต์ มีการศึกษาสองกรณีที่แสดงให้เห็นว่า

เมื่อเราสวดมนต์ ด้วยรักในพระเจ้า มันจะเปลี่ยนความสนใจของเราไปสู่ระบบการฟื้นฟูถ้าเราสวดมนต์ด้วยจิตใจพยาบาทในพระเจ้า จริง ๆแล้วมันเป็นการกระตุ้นให้เกิดความเครียด

ผมคิดว่างานจำนวนมากในมาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ อิสตันบูลและบางครั้งในบาร์เรน เพื่อนชาวอิสลามของผมได้ทำในเวลาที่พวกเรามีประเพณี Judeo – Christian ถ้าเป็นคนที่เคร่งครัดจะทำถึงสามครั้งต่อวัน ยังไม่เต็มถึงห้าครั้ง การทำสามครั้งต่อวันของพวกเขา เป็นการทำสมาธิอยู่กับการรักในพระเจ้า อย่างไรก็ตาม นักบวชใน Judeo – Christian อยากให้เราสวดสองครั้งต่อวัน แต่พวกเราก็ลืมมันบ่อย ๆ


                                                            "Richard Boyatzis"

   (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=Richard+Boyatzis+image&espv)

ดังนั้น การฝึกสัมมาสติ จะให้ผลอย่างลึกซึ้ง เห็นได้จากงานวิจัยและความนิยมของคน อีกอย่างหนึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่คือความเมตตากรุณา (Compassion) การสร้างความสัมพันธ์ด้วยความรัก มีพลังอย่างมาก เหมือนจะเป็นการกระตุ้นให้มีการฟื้นฟู การที่เรามีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เราสามารถให้กำลังใจมันได้ สุนัข แมว ม้า ลิง แต่ไม่สามารถทำกับปลาได้ เพราะมันอยู่กันเป็นกลุ่ม การทำเช่นนี้มันดูเหมือนว่าในการให้กำลังใจสัตว์เลี้ยงเป็นการสร้างอารมณ์ความเห็นอกเห็นใจที่มีจุดมุ่งหมายไปสู่การฟื้นฟู

การอาสาและทำเพื่อคนที่ด้อยกว่าเรา เป็นการช่วยดูแล กระตุ้นเตือน มันเป็นบางอย่างที่บ่งชี้จากผู้ให้ที่อาวุโสกว่า โดยเฉพาะคนทำงานทางสังคมและพยาบาล  ซึ่งเป็นงานอาชีพที่จะต้องให้ความเมตตาอย่างมาก  จริง ๆ พวกเขาจะต้องเหนื่อยล้ากับการให้ความเมตตา ซึ่งเป็นอาการที่จะนำไปสู่ความเครียดได้  ภรรยาของผมที่เป็นครูในโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษามากว่า 20 ปี ผมหมายถึง ได้สังเกตเธอบ่อย ๆ เวลาทานข้าวเย็น หรืออยู่ด้วยกันกับเพื่อนของเธอ มันน่าสนใจตรงที่ พวกเขาไม่ได้มีเด็กมากมายอะไร แต่บางครั้งจะมีความเหนื่อยล้าจากการมีเมตตากับเด็ก อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อคุณมีเด็ก ๆ เล็ก ๆ อยู่รายรอบตัวคุณตลอดทั้งวัน

ผมเพียงต้องการอ้างถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือน เพราะว่าปกติความเมตตาช่วยเราได้ก็จริง แต่เราอาจใช้มากเกินไป รู้สึกมีความหวังในอนาคต เกี่ยวกับการกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูระบบประสาทพาราซิมพาติติค แม้ว่าในหนังสือ Resident Leadership ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ผมจะไม่ได้ใช้มัน แต่เราสามารถที่จะเน้นไปที่สัมมาสติ ความหวังและความเมตตาได้

 ในงานวิจัยในสามปีหลังมานี้ ผมคิดว่ามันได้สร้างความมั่นใจอย่างมาก ที่ทำให้เรา หัวเราะ เบิกบานและได้นำกระบวนการฟื้นฟูในร่างกายคนมาใช้ด้วย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราพูดได้ขณะนี้คือ มันเป็นข่าวดี

นั่นใช่ แม้ว่าจำนวนของความเครียดที่มีในตัวของเราซึ่งเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เราสามารถบรรเทามันได้หรือทำให้มันหายไปได้ ด้วยการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ วัน การปฏิบัติในแต่ละครั้งจะช่วยได้ในบัดนั้น โดยเราไม่ต้องรอคอยจนกว่าจะถึงวันสุดสัปดาห์และจะต้องหาอะไรที่มาช่วยในเวลาที่ พักผ่อนนาน ๆ

ด้วยเหตุผลสองอย่าง อย่างที่หนึ่งการพักผ่อนไม่ได้ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู เราได้พักแต่มันไม่ได้ช่วยให้มีการฟื้นฟู อย่างที่สองถ้าเราทำงาน หกสิบหรือแปดสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือทำงานหลายอย่าง (Multiple jobs) แล้วมีวันหยุดสองวัน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เราสะสมมา มันทำร้ายร่างกายและจิตใจของเรา เราจะใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ก็ไม่ได้ทำให้เรากลับคืนมาเป็นปกติได้

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีความหวังก็คือ การทำสมาธิประจำวัน ดังที่ผมได้ให้วิธีการปฏิบัติที่บ้านไปแล้ว


ในอีกบทเรียนหนึ่งเราจะพูดกันคือ อย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถทำในที่ทำงานเพื่อกระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงาน  อย่างที่สอง เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถ้าสังเกตเห็นได้ว่า เราหมดความหวัง ทั้งสองมันจะช่วยให้เรามีความหวัง อย่างที่เราพูดกันในตอนต้น จะทำให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบการณ์นี้จะช่วยให้เราฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

ดังนั้น ความเครียดเรื้อรังเป็นปีศาจติดตามตัว เป็นเหตุที่ทำให้เราลื่นไถลไปสู่ความสัมพันธ์แบบไม่ลงรอย (Dissident) แล้วปล่อยมือ (Disengage) จากคนที่เราดูแล กับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และศรัทธาของเราเอง

 ความเครียดเรื้อรังเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสามารถน้อยลง ผมอยากจะเรียกร้องให้เราพิจารณา ด้วยการทำแบบฝึกหัดที่มีในบทเรียนนี้ บันทึกประจำวันว่า สิ่งที่เราควรทำจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอมันจะสายไป ทำเดี๋ยวนี้ แต่ในแต่ละวันที่สิ้นสุดลง ให้กลับไปเขียนเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่เราตื่นนอน ไปจนถึง เข้านอน และเขียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างชั่วโมงแต่ละชั่วโมงที่ทำให้เราเครียด ถูกรบกวนจากความเครียด หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วโมงที่จะนำมาฟื้นฟู หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่ทำให้คนมี ความเจ็บป่วย ผมหมายถึง ปัญหาที่มารบกวน ที่จะทำให้เราเห็นสาเหตุที่จะนำมาแก้ไขหรือฟื้นฟู สิ่งเหล่านี้มันขัดแย้งกับบางสิ่งที่ทำให้เราสนุกสนาน มีความมุ่งมั่น มีความหวัง ความเมตตากรุณา ให้ทำอย่างนี้ในแต่ละวันไปจนวันสิ้นสุดสัปดาห์

และในวันสิ้นสุดสัปดาห์ที่สองลองนั่งนึกย้อนหลังนาน ๆ แล้วถามตัวเองว่า สิ่งที่เราสามารถทำให้แตกต่างไปในแต่ละวันเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสมดุลคืออะไร  เพราะเราเป็นคนที่ตัดสินใจเองได้ในแต่ละวัน




วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

ความลี้ลับของภาวะผู้นำ (The neuroscience of leadership)




                 (ภาพจาก  https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis+image&espv)


                                       Richard Boyatzis PhD - Case Western Reserve University: บรรยาย
                                                                  สุริยา เผือกพันธ์: ถอดความแปลและเรียบเรียง

คำสำคัญ : เครือข่ายเซลล์สมองกระจก (The mirror neuron networks.), เครือข่ายภารกิจด้านบวก (The task positive network), เครือข่ายสังคม (Social network), เครือข่ายการไหลเวียนของเลือด (Hemodynamic sympathetic networks), ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience)

ในบทเรียนนี้ เราจะเข้าไปศึกษาถึงความลี้ลับของระบบประสาทของผู้นำทั้งที่มีอิทธิพลกับผู้นำที่ไม่มีอิทธิพล ในคราวก่อน เราพูดถึงผู้นำที่มีประสิทธิภาพนำเราไปพบกับสิ่งที่ดีที่สุดอย่างไร ด้วยวิธีการปรับความสัมพันธ์ให้เข้ากันได้ดี คือ ใช้ค่านิยมหลักที่เป็นความหวัง ความเมตตากรุณาและความจริงใจ

สองปีที่ผ่านมา มีงานที่เพิ่งตีพิมพ์ในปีนี้ โดยร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่คลินิคเคลพแลนด์ (Cleveland Clinic) ประกอบด้วย ดร. ไมค์ ฟิลลิปส์ เจนี สทอลเลอร์ มาร์ค โลวี (Dr.'s Mike Phillips, Jamie Stoller,  Mark Lowe.)  และกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย แคเธอรีน โคอินิ่งและเบรสสี่ แมทธิวและแองเจลล่า พาสาเรลลี (Katherine Koenig and Blessy Mathew and  Angela Passarelli)  เป็นงานเขียนที่พวกเราได้ไปสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มีอายุเฉลี่ย 49 ปี เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาจากผู้นำที่มีอิทธิพลและไม่มีอิทธิพล พวกเราคัดย่อมาจากการสัมภาษณ์จากเหตุการณ์เฉพาะ  6 เหตุการณ์ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 6 นัยยะ ของแต่ละคนที่เกิดจากผู้นำทั้งสองบุคลิคดังกล่าว

หลายสัปดาห์ต่อมาพวกเขากลับมาและได้ไปที่ FMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging machine) ในที่ซึ่งพวกเราได้สัมภาษณ์พวกเขาอีกครั้ง โดยแองเจลล่า พาสาเรลลี เป็นผู้สัมภาษณ์ ถึงการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่น และได้ถามถึงปฏิกิริยาของพวกเขาที่มี ว่าได้จดจำรูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพของผู้นำของเขาอย่างไร
ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อเรานำข้อมูลมารวมกัน เราได้พบความแตกต่างของความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้พวกเราได้เข้าใจ ไม่เพียงแต่ความรู้สึกถึง การสร้างสรรค์ของผู้นำที่มีอิทธิพลแตกต่างจากผู้นำที่ไม่มีอิทธิพลอย่างไรเท่านั้น แต่ยังรู้ไปถึงการทำงานของสมองของพวกเขาด้วย หนึ่งในหลายสิ่งที่เห็นได้แน่นอน คือการทำงานของเครือข่ายเซลล์สมองกระจก  (The mirror neuron networks.)


 Richard Boyatzis  
(ภาพจาก  https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis+image&espv)

หลายปีมานี้ นักประสาทวิทยาศาสตร์ (Neurosciencetist)  โดยเฉพาะ ดร. อาโคโบนี และ ดร. ริซโซแลตตี (Dr.  Iacoboni and one Dr. Rizzolatti) ได้พูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 90 เรื่องเซลล์กระจกและเครือข่ายเซลล์กระจก ซึ่งหลายปีต่อมา มีคนได้กลับมารับรองและสนับสนุนการค้นพบของพวกเขาในครั้งแรกครั้งนั้นว่า เครือข่ายในสมองเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายประสาท ที่ทำให้เรา เลียนแบบผู้อื่น

ตรงนั้นมีเซลล์กระจกบางส่วนอยู่ในสมอง แต่ที่มีมากที่สุดเป็นเครือข่ายเซลล์กระจก ที่ช่วยให้เราทำอย่างที่พูดถึงอยู่นี้และตั้งแต่ที่มีคนอื่น ๆ ได้พบความจริงเช่นเดียวกัน โดยจอห์น เดเสตตีและดอน บาทิสัน (John Desetti and Don Bateson.) ได้พบสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายการไหลเวียนของเลือด (Hemodynamic sympathetic networks) ก็ทำให้เรารู้ว่า การกระทำบางอย่างสั่งตรงมาจากสมอง เพื่อการปรับอารมณ์ให้เข้ากับคนอื่น ๆ ระหว่างเครือข่าย 2 กลุ่มนี้ เราสามารถปรับให้เข้ากับคนอื่น ๆ ได้ โดยใช้ประสาทและที่สั่งตรงจากสมอง

 มีงานเขียนทางวิทยาศาสตร์บ้างเล็กน้อย ที่ดูเหมือนจะเห็นด้วยในทำนองนั้น แต่สิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การจดจำ คือ การสั่งจากสมองนั้นได้เกิดขึ้นเร็วมากนับเป็นหนึ่งในพันของวินาที (Milliseconds) และเกิดขึ้นนานมาก่อนแล้ว ใต้จิตสำนึก
หนึ่งในหลายสิ่งที่พบ ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้นำที่มีอิทธิพล ในชีวิตของพวกเขา คือ ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นเครือข่ายเซลล์กระจก และเมื่อพวกเขาได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงนี้  พวกเขาจะแสดงภาวะผู้นำที่ไม่มีอิทธิพล ด้วยการลดแรงกระตุ้นด้วยเครือข่ายเดียวกัน


  (ภาพจาก  https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis+image&espv)

ในบทความของศาสตราจารย์โทนี แจ็ค (Professor Tony Jack) แห่งมหาวิทยาลัย Cae Western Reserve University ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Neurolmage แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราได้ทำการวิเคราะห์ภารกิจ ผลของการวิเคราะห์คือ ความต้องการ จำนวนตัวเลข การเงิน กายภาพ สิ่งเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นเครือข่ายในสมองที่เรียกว่า เครือข่ายภารกิจด้านบวก (The task positive network) มันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของหน้าที่
เป็นส่วนของสมองที่ช่วยให้เราสนใจที่จะแก้ไขปัญหา แต่เครือข่ายภารกิจด้านบวก ที่สำคัญนี้ เป็นไปได้ว่าจะถูกสกัดกั้นจากสิ่งอื่น ๆ ด้วย และในความเป็นจริง มันก็จะปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ นั้นด้วยอย่างแน่นอน สิ่งนั้นคืออะไร

จากการศึกษาของโทนี แจ็คได้แสดงให้เห็นสิ่งดังกล่าวว่า  มันคือ สถานการณ์ทางสังคมมันจะเชื่อมต่อกับ ข้อเรียกร้องของใครต่อใครที่มีปัญหา บางคนพยายามที่จะแสดงให้ถึงผลกระทบต่อคนอื่น ๆ บางคน เรากระตุ้นเครือข่ายและวงจรที่แตกต่างกันนี้ในสมองอีกเครือข่ายหนึ่ง เรียกว่า เครือข่ายสังคม (Social network) ซึ่งมันคือองค์ประกอบของของเครือข่ายที่ถูกติดตั้งไว้ในสมองส่วนหนึ่ง
เดี๋ยวนี้คนจะรู้ถึงการทำงานของเครือข่ายทั้งสองนี้ สิ่งที่โทนีแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เกือบเป็นอิสระของแต่ละเครือข่าย มีบางส่วนเท่านั้นที่ค่อมกันเล็กน้อย เพื่อใช้ในการลดทอนอำนาจของกันและกัน ดังนั้น เมื่อเราใช้ส่วนการวิเคราะห์ ในการแก้ปัญหาที่เราต้องการแก้ เราก็จะไปลดทอนพื้นที่ของส่วนที่เป็นเครือข่ายสังคม และเมื่อเราใช้ส่วนที่เป็นเครือข่ายสังคม เราก็จะไปลดทอนพื้นที่ของส่วนที่เป็นการวิเคราะห์

   ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราต้องการทั้งสองส่วน เราต้องการความสามารถในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาและเรายังต้องการความสามารถของเครือข่ายสังคม เพียงเพื่อติดต่อกับผู้คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ และศีลธรรมในสังคมรอบข้างด้วย ความต้องการเหล่านี้เป็นไปโดยเปิดเผย เพราะว่าในเครือข่ายสังคม เราต้องการเปิดประตูไปสู่ความคิดใหม่ ๆ
จากการศึกษาของเราพบเห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้นำที่มีอิทธิพลจะสามารถกระตุ้นส่วนที่เป็นเครือข่ายทางสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน



   (ภาพจาก  https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis+image&espv)

การมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยผู้นำที่มีอิทธิพลของผู้คน พวกเขาจะกระตุ้นถึงสามครั้ง ในส่วนของเครือข่ายสังคม สองในสามครั้งนั้นจะใช้ลดทอนอำนาจยั้งยั้ง นอกจากนี้  จากการศึกษายังได้แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นความจำ การระลึกถึงผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการทำงานของสมอง การทำงานนี้ยังบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการปฏิบัติในทางตรงกันข้ามคือ การหลบเลี่ยงการทำงานกับผู้นำที่ไม่มีอิทธิพลด้วย

ส่วนของสมองที่กระตุ้นอารมณ์ด้านบวกมาก  เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึง การตอบสนองของภาวะผู้นำที่มีอิทธิพล ส่วนสมองที่กระตุ้นด้วยอารมณ์ด้านลบมาก ก็จะตอบสนองในภาวะผู้นำที่ไม่มีอิทธิพลเช่นกัน

ดังนั้น เราไม่ได้สนใจเฉพาะด้านพฤติกรรมและจิตวิทยาเท่านั้น เราต้องเริ่มทำความเข้าใจส่งที่เป็นอยู่ในสมอง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกมาก่อนด้วย สามัญสำนึกของผู้นำที่มีอิทธิพล จะไม่ทำอะไรง่าย ๆ   แต่สิ่งที่ทำนั้นจะต้องถูกขัดเกลามาอย่างดี

คำถามต่อไปมีว่า ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมคนที่สูญเสียอิทธิพล  จึงเริ่มที่จะให้ความสนใจผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างพวกเขา