วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สร้างความรู้ท่ามกลางสิ่งที่เป็นอยู่ (Theory of Knowledge)



                                                                                                                                       สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ในวัฒนธรรมที่เน้นเทคนิควิธีการ เรามักสับสนกันระหว่างคำว่า Authority กับ Power ซึ่งแปลว่า อำนาจเหมือนกัน แต่เป็นสองอย่างที่ต่างกัน Power เป็นอำนาจที่ใช้จากภายนอกเข้าสู่ภายใน ส่วน Authority นั้นเกิดจากด้านในเข้าไปด้านนอก เราพลาดตรงที่มัวหา Authority จากภายนอก” (ปาร์เกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์)

คำสำคัญ (Key words): กระบวนการ A-I-C, สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน,

                ในปี พ.ศ.  2533 ทูริต ซาโต้ (Turid Sato) และวิลเลี่ยม สมิธ (William E. Smith) ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้นำเอาการประชุมเพื่อระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบล ตามกระบวนการ A-I-C (Appreciation, Influence, Control) มาทดลองใช้และเผยแพร่ในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนและกองฝึกอบรม กรมการพัฒนาชุมชนได้นำเอาแนวความคิดนี้ไปดัดแปลงและฝึกปฏิบัติในระดับหมู่บ้านและตำบล ซึ่งได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์และนำมาใช้ในการปรับปรุงวิธีการกับกระบวนการพัฒนาชนบทและสภาพแวดล้อมในสังคมไทย

                โรงเรียนมีชัยพัฒนามุ่งส่งเสริมนักเรียนให้ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์สร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีความเสียสละ มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมและเป็นนักพัฒนาสังคม
             การจัดประชุมระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นเทคนิคการพัฒนาหมู่บ้านโดยพลังประชาชนได้ถูกดัดแปลงมาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน ในการพัฒนาโรงเรียนโดยพลังนักเรียนซึ่งโรงเรียนก็เสมือนหมู่บ้าน
                การจัดประชุมดังกล่าว มีขั้นตอนและวิธีการในการระดมความคิดเห็น เปิดโอการสให้นักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียน คัดเลือกโครงการและบริหารโครงการพัฒนาโรงเรียน


                            "การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นการสร้างความรู้จากฐานราก"

                จากข้อสรุปที่ได้จากการนำเอากระบวนการจัดการประชุมมาใช้ในการพัฒนาชนบทพบว่า

1.กระบวนการนี้ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการพัฒนาหมู่บ้าน
2.เปิดโอกาสให้ผู้แทนกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน มีส่วนร่วมในการคิด กำหนดทิศทางในการพัฒนาหมู่บ้าน แก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการพัฒนาหมู่บ้าน
3.กระบวนการนี้เน้นการวางเป้าหมายการพัฒนาที่พึงประสงค์ในอนาคตนับเป็นการรวมพลังการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์
4.ชาวบ้านมีความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการและมีพลังในการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชน
5.เป็นกระบวนการที่ช่วยให้นักพัฒนาโดยเฉพาะนักพัฒนาจากภาครัฐได้มีโอกาสใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น


"ศิลปะคือ ความรู้ที่นำเสนอด้วยภาพ เป็นการนำเสนอแนวคิดทฤษฎี เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่น ๆ " 
              
นับได้ว่า การจัดประชมเพื่อระดมความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบล กระบวนการ A-I-C นี้ เป็นวิธีการที่นำประชาชนในชนบทให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านและช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดโครงการที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
จากแนวคิดดังกล่าว เมื่อโรงเรียนดัดแปลงมาเป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนานักเรียน นอกจากการฝึกให้มีทักษะในการจัดประชุมแบบ A-I-C แล้ว ยังหวังอีกด้วยว่า ในโอกาสข้างหน้าเมื่อนักเรียนลงศึกษาและพัฒนาชุมชนจะสามารถนำทักษะนี้ไปใช้ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่แปลกแยก ที่สำคัญต่อความหมายใหม่ในการจัดการเรียนรู้ก็คือ นักเรียนได้เรียนรู้จากโลกของความจริง เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองให้ดีขึ้น

  ื่
  "ดนตรีคือ ศิลปะที่นำเสนอแนวคิดทฤษฎีด้วยเสียงมีความทัดเทียมกับศาสตร์อื่น ๆ" 

โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ร่วมกันค้นคิดเพื่อพัฒนาดังกล่าว จึงเป็นองค์ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้น มาเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ดังนั้นวิชาความรู้กับผู้เรียนจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่รายรอบตัวผู้เรียน

ถ้าครูมีอารมณ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์เดียวกัน จะทำให้ครู นักเรียนและวิชาความรู้เป็นหน่วยเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

ปาร์เกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ กล่าวว่า ในวัฒนธรรมที่เน้นเทคนิควิธีการ เรามักสับสนกันระหว่างคำว่า Authority กับ Power ซึ่งแปลว่า อำนาจเหมือนกัน แต่เป็นสองอย่างที่ต่างกัน Power เป็นอำนาจที่ใช้จากภายนอกเข้าสู่ภายใน ส่วน Authority นั้นเกิดจากด้านในเข้าไปด้านนอก เราพลาดตรงที่มัวหา Authority จากภายนอก

                

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การลดชั้นของศาสตร์อ่อน (Soft Science) : สารพิษตกค้างจากวัตถุวิสัยนิยม (Objectivism)




                                                                                                        สุริยา เผือกพันธ์ เขียน/เรียบเรียง

ทำไม !! อะไร ?? ทำให้ดนตรี ศิลปะและการเต้นรำตกไปอยู่อันดับล่างสุดของการจัดลำดับชั้นทางวิชาการ โดยมีศาสตร์ที่แข็ง (Hard Science) อยู่ชั้นบนสุด นักปฏิรูปการศึกษาพึงตอบ”

คำสำคัญ : ศาสตร์อ่อน (Soft Science), ศาสตร์แข็ง (Hard Science), ธรรมชาติของความรู้ (Epistemological)
มิติการสอน (Perspective on Teaching), วัตถุวิสัย (Objectivism), อัตวิสัย (Subjectivism)

การสอนเป็นศาสตร์และศิลปะ ที่เป็นศิลปะเพราะครูต้องเผชิญหน้ากับผู้เรียนจำนวนมากและมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติครูที่ดีจะมีความชอบที่จะสอนด้วย ดังนั้นอารมณ์และสติปัญญาจึงมีความสำคัญเท่า ๆ กัน ในหลายกรณี ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ครูต้องเข้าใจนักเรียนและเห็นถึงความยากลำบากในการเรียนรู้ของพวกเขา จึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพด้วย ในทำนองเดียวกันศาสตร์ของการสอน ต้องอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีและงานวิจัย เราจะเห็นความจริงโดยทั่วไปว่า บ่อยครั้งที่ทฤษฎีมีความไม่ลงรอยกัน ความแตกต่างกันของธรรมชาติของความรู้ (Epistemological) และระบบค่านิยมเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลง ในหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา เรามีงานวิจัยที่เป็นประโยชน์มากที่อธิบายถึง ทฤษฎีการสอนและการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความเข้มแข็งและเป็นทฤษฎีมีคุณค่าบนพื้นฐานของข้อมูลที่ปราศจากการใช้ความรู้สึก
ในห้องเรียนแบบดั้งเดิม ที่ประกอบด้วยกำแพงสี่ด้าน มีตารางเรียนกำหนดเวลา เป็นพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน แต่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนได้เปลี่ยนแปลงไปโดยรอบ เพราะการเติบโตทางเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้การเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป (Ubiquitous Learning) การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อยากเห็น ห้องเรียนแบบดั้งเดิมไม่อาจตอบสนองการเรียนรู้แบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้การเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป (Ubiquitous Learning)"

การเกิดขึ้นของห้องเรียน (The original of the classroom design model) ด้วยสถาบันต่าง ๆ ของเราได้สร้างสรรค์ขึ้นตามยุคตามสมัย  ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) กล่าวว่า สถาบันนั้นได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ที่สำคัญแก่รัฐ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดความล้มเหลวในการทำหน้าที่ สถาบันจึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะไปตามกาลเวลาและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  เราต้องการตรวจสอบรากเหง้าของระบบการศึกษาสมัยใหม่ เพราะว่าการเรียนการสอนในปัจจุบัน ยังได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างของสถาบันที่ได้พัฒนามาเมื่อหลายปีมาแล้ว ความต้องการดังกล่าวนี้ ก็เพื่อหาความพอดีของรูปแบบการสอบแบบเดิมที่ยังดำรงอยู่กับยุคสมัยดิจิตัล
มหาวิทยาลัย วิทยาลัยและโรงเรียนในเมืองใหญ่ยังจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการพบกลุ่มผู้เรียนและใช้เวลาเป็นกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ เรายังคงออกแบบการศึกษาตามแบบที่โรงงานเคยครอบงำมาก่อน
ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวนี้จึงเหมือนปลาที่ถูกขังอยู่ในอ่างน้ำ ที่ทำได้เพียงการหายใจเพื่อการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ผู้เรียนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เรียนที่ดีในห้องเรียนแบบนี้ก็คือ การอยู่ในห้องเรียนเดิม ๆ เวลาเดิม ๆ เพื่อให้มีเวลาเรียนครบตามกำหนด (เทอมหรือภาคเรียน) เท่านั้น


                                                  “ห้องเรียนแบบดั้งเดิมมีอายุมากว่า 150 ปีแล้ว”

อย่างไรก็ตามรูปแบบการสอนแบบนี้ใช้มากว่า 150 ปีแล้ว ในขณะที่ปัจจุบันธรรมชาติของความรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกาย
แดน แพรตต์ (Dan Pratt, 1998) ได้ศึกษาครูที่สอนผู้ใหญ่จำนวน 253 คนจากประเทศต่าง ๆ และได้อธิบายถึง รูปแบบการสอน 5 มิติคือ
-การสอนแบบถ่ายทอด (Transmission) เนื้อหา (Content) เกี่ยวกับความจริง กฎเกณฑ์ จะเกิดประสิทธิภาพดี เมื่อใช้วิธีการสอนแบบวัตถุวิสัย (Objectivist approach)
-การสอนแบบฝึกงาน (Apprenticeship) การทำตามตัวแบบ (Modeling ways of being) เหมาะสำหรับการเรียนด้วยการปฏิบัติภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
-การสอนแบบพัฒนา (Developmental) การสอนการคิด (Cultivating ways of thinking) เป็นการสอนแบบสรรสร้างและกระบวนการคิด (Constructivist/Cognitivist)
-การสอนแบบอบรมบ่มเพาะ (Nurturing) สนับสนุนให้การเรียนรู้ด้วยตนเองมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น บนพื้นฐานของการประกอบอาชีพโดยเรียนผ่านหลักสูตรออนไลน์ Massive open online course (MOOCs)
-การสอนแนวปฏิรูปสังคม (Social reform) การสอนเพื่อมองหาหรือสร้างสังคมที่ดีกว่า

ในการสอนแต่ละรูปแบบมีความสัมพันธ์กับทฤษฏีการเรียนรู้และเนื้อหาบางเนื้อหาที่แตกต่างกันไป




“นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาร่วมกันร่างธรรมนูญโรงเรียน การเรียนรู้ชุมชนแบบประชาสังคม เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับชุมชนแห่งความจริงได้ฝึกฝนตนเอง”

แต่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว รูปแบบการสอนในยุคบุกเบิกยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างเหนียวแน่นในยุคปัจจุบัน
ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer, 2557) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในระบบการศึกษานั้น เป็นสิ่งที่แยกครูอาจารย์ออกจากวิชาที่สอนและนักเรียนนักศึกษา เพราะมันหยั่งรากอยู่ในความกลัว รูปแบบดังกล่าวนี้เรียกว่า วัตถุวิสัย (Objectivism) ซึ่งอธิบายว่า ความจริงเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ด้วยการแยกตัวเราเองออกจากสิ่งที่อยากรู้ ทั้งร่างกายและอารมณ์ ในโลกของวัตถุวิสัยนิยม อัตวิสัย (Subjectivism) เป็นเรื่องที่น่ากลัว ไม่เพียงเพราะมันทำให้สิ่งต่าง ๆ แปดเปื้อนเท่านั้น แต่เพราะมันสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งเหล่านั้นด้วย และความสัมพันธ์นี้ก็กำลังแปดเปื้อนด้วยเช่นกัน เมื่อสิ่งหนึ่งมิได้เป็นเพียงวัตถุอีกต่อไปและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่มีปฏิสัมพันธ์ได้และมีชีวิตชีวา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เช่น งานศิลปะสักชิ้น ชนเผ่าพื้นเมืองหรือระบบนิเวศ มันอาจจะควบคุมเราและทำให้เราลำเอียงเข้าข้างมัน ด้วยเหตุนี้มันจึงคุกคามความบริสุทธิ์ของความรู้อีกครั้ง
สำหรับวัตถุวิสัยนิยม การแสวงหาความรู้ที่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเชิงอัตวิสัยระหว่างผู้รู้และสิ่งรู้จะถือว่าล้าหลัง เชื่อถือไม่ได้และถึงกับอันตรายด้วยซ้ำ ส่วนสัญชาตญาณถูกเยาะเย้ยว่าเป็นสิ่งไร้เหตุผล ความรู้ที่แท้จริงก็ถูกเมินว่าอ่อนไหวเกินเหตุ จินตนาการก็ถูกมองว่าสับสนอลหม่านและไร้ระเบียบ และการเล่าเรื่องก็ถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่มีแก่นสารอะไร
นี่ ทำให้ดนตรี ศิลปะและการเต้นรำตกไปอยู่อันดับล่างสุดของการจัดลำดับชั้นทางวิชาการ โดยมีศาสตร์ที่แข็ง (Hard Science) อยู่ชั้นบนสุด นี่เป็นเหตุให้ผู้ศึกษาในสาขาวิชาที่เรียกว่าศาสตร์อ่อน (Soft Science) ทำวิจัยแบบวัตถุวิสัยนิยมมากกว่าด้านอัตวิสัย



“นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาใช้การวิจัยผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า บันไดชีวิต (Bamboo Ladder Technique) รวบรวมข้อมูล ในวิชานักพัฒนาสังคม การสอนตามแนวปฏิรูปสังคม (Social Reform)”

แนวคิดวัตถุวิสัยนิยมได้กันตัวคนให้ไกลห่างจากโลกและบิดเบือนความสัมพันธ์ที่เรามีกับวิชาของเรา นักเรียนของเราและกับตัวเราเอง เรารู้ผ่านการเชื่อมสัมพันธ์กับโลก ไม่ใช่ตัดทอนจากโลก การรู้เป็นการที่เราสร้างชุมชนกับสิ่งอื่นที่ไม่มีอยู่ กับความจริงที่อาจหลุดรอดการรับรู้ของเราไปได้ หากปราศจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแห่งความรู้
ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ กล่าวสรุปว่า การรู้เป็นวิถีทางที่มนุษย์แสวงหาความสัมพันธ์ และในกระบวนการนี้จะมีการเผชิญหน้าและแลกเปลี่ยนที่จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าให้ลึกที่สุด การรู้เป็นสมบัติของชุมชนเสมอ


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฝึกงาน (Apprenticeship) กับผู้เชี่ยวชาญ (Master Practitioner) เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Master based Learning)


                                                                                                                                     
                                                                                                                สุริยา เผือกพันธ์:  เขียนและเรียบเรียง

               "ใช่หรือไม่ ! ในสังคมฐานความรู้ (Knowledge- based Society) ความรู้นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมและการมีรายได้ ซึ่งปัจจุบันกล่าวกันว่า มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความรู้ที่ทำให้เกิดรายได้ (Commercial knowledge) ต่างจากความรู้ทางวิชาการ (Academic knowledge) จริงหรือ"


คำสำคัญ: การฝึกงาน (Apprenticeship), ผู้เชี่ยวชาญ (Master Practitioner), Master based Learning, ความรู้ระดับลึก (Deeply knowledge) 

                การเตรียมคนรุ่นใหม่ ด้วยการให้การศึกษาที่เน้นการอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็นไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านการคิดและการสร้างสรรค์ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนักเรียนในชนบท ด้วยการมุ่งไปสู่การพัฒนานักเรียนแต่ละคนให้เต็มศักยภาพ ผ่านหลักสูตรการเรียนที่เน้นการสร้างนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์โดยใช้สถานการณ์จริง (Real World Experience)

                การฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้วิชาธุรกิจเพื่อสังคมเป็นบทเรียน และเพื่อให้เกิดผลย้อนกลับสู่ชุมชน รายได้ส่วนหนึ่งจากการประกอบกิจการจึงถูกแบ่งปันเป็นทุนการศึกษาหรือทุกคืนกลับสถาบัน อันเป็นการเรียนรู้การเป็นผู้ให้

                ความจำได้หมายรู้จากการฝึกงานเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เป็นปรากฏการณ์ที่รับรู้ได้ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ เป็นการพัฒนาการเรียนรู้จากการได้ดูได้เห็น การทำความเข้าใจในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ชัดเจน การปฏิบัติด้วยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบาทของครูและผู้เรียนหรือไม่ก็เป็นการฝึกทำซ้ำ ๆ แบบเดิมหรือฝึกกระบวนการคิด

                แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจำตามความหมายนี้คือ คนเราไม่สามารถเรียนรู้จากสิ่งไกลตัว แต่เรียนรู้ท่ามกลางการลงมือปฏิบัติ ที่เป็นพลวัต ไม่ตายตัวและมีลักษณะทำซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง



                            "คุณประสาน สนทนา ผู้เชี่ยวชาญไฮโดรโพนิคส์กับนักเรียนฝึกงาน"

                แพรตและจอห์นสัน (Pratt and Johnson, 1978) และฌอน (Schon, 1983) ได้ให้คำนิยามคุณลักษณะของผู้เชี่ยวชาญ (Master practitioner) ที่เป็นตัวแบบ (Model) ของการเรียนรู้ว่า เป็นบุคคลผู้มีความรู้ที่ใช้ทักษะพิเศษในการปฏิบัติงาน ซึ่งหมายถึง

1.             เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้กับการปฏิบัติงานที่ยาก
2.             เป็นผู้มีการจัดรูปที่ดี มีแบบแผนการทำงานและส่งเสริมการใช้ความรู้ใหม่ ๆ
3.             เป็นคลังของความรู้ที่ดี ให้ความรู้ใหม่ ๆ สร้างแผนและบูรณาการการประยุกต์ใช้ความรู้และ
ทักษะในบริบทต่าง ๆ
4.             เป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของชุมชนแห่งการปฏิบัติ ที่จูงใจให้
ผู้เรียนรู้ว่า การมุ่งไปสู่ความสำเร็จมิได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความรู้จากที่ต่าง ๆ
5.             เป็นผู้สอนเทคนิคต่าง ๆ โดย
5.1      เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและคาดคะเนผลได้
5.2      เกิดขึ้นโดยไม่ได้เตรียมการมาก่อน
5.3      ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยากแก่การอธิบาย

ในชุมชนมีผู้เชี่ยวชาญ (Master practitioner) ในสาขาอาชีพต่าง ๆ คนเหล่านี้ สร้างความเข้มแข็งให้
ชุมชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม แต่ก็ยังแปลกอยู่ที่โดยทั่วไป ระบบการศึกษาในประเทศไทยมักไม่ค่อยให้ความสำคัญในการนำเอาความเชี่ยวชาญเหล่านั้นมาใช้เพื่อการเรียนรู้


                                      "ครูศิริพร จันทสอนกับนักเรียนฝึกงานวิชาชีพเลี้ยงไก่ไข่"

                โรงเรียนมีชัยพัฒนา ได้สร้างสถานประกอบการด้านการเกษตรขึ้นภายในโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารแก่นักเรียน ครูและบุคลากรในโรงเรียน ในการนี้ได้ใช้ภูมิปัญญาด้านการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญในชุมชนมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และทักษะแก่นักเรียน โดยใช้สถานประกอบการดังกล่าวเป็นสถานที่ฝึกงาน (Apprenticeship)

                สถานประกอบการประกอบด้วยวิชาชีพต่าง ๆ เช่น การปลูกมะนาวนอกฤดู (คุณสมพร โพธิ์ไข่ คุณวิฑูรย์ มานะดี) การเลี้ยงไก่ไข่ (คุณพฤหัส ตันศร) การผลิตเห็ด (คุณวัชรินทร์ จันทพันธ์) การปลูกผักหน่อไม้ฝรั่งและข้าวในวงบ่อ (คุณชัชวาล บัวลา คุณสมบัติ เสริมไธสง) การปลูกผักในกระถางและเกษตร รถเข็ญ (คุณสมจิตร์ ลาคำ) การเพาะกล้า/ไม้ดอกไม้ประดับ (คุณใช้ ชนะเกียรติ) การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักเพื่อการเกษตร (คุณวิศิษย์ สวงรัมย์) เกษตรแซนโดรโพนิคส์ (คุณสมภพ พุทธรักษา) เกษตรไฮโดรโพนิคส์ (คุณประสาน สนทนา) และการเลี้ยงไก่พื้นเมือง (คุณเสรี หาญชนะ)

                นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้การประกอบวิชาชีพเหล่านี้จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน เพื่อเป็นธุรกิจแล้ว ครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาทุกคนยังได้เสริมความรู้ทางด้านวิชาชีพต่าง ๆ ดังกล่าว เพื่อเป็นที่ปรึกษาแก่นักเรียนในระยะยาวอีกด้วย


          "คุณเสรี หาญชนะผู้เชี่ยวชาญและครูสุรเดช พะวรกับนักเรียนฝึกงานการเลี้ยงไก่พื้นเมือง"

แพรตและจอห์นสัน (Pratt and Johnson, 1978) ได้แบ่งการฝึกงานออกเป็น 2 รูปแบบคือ การฝึกซ้ำตามแบบเดิมและการฝึกกระบวนการคิด การฝึกซ้ำตามแบบเดิม เป็นประสบการณ์บนพื้นฐานการพัฒนาทักษะด้วยมือและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญนั้นแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วย

การเรียนรู้และประสบการณ์เหล่านี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการแสวงหาแบบไม่มีขีดจำกัด ของผู้เรียน เพราะเป็นการเรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ (Models) ได้เห็นตัวอย่างจริง ๆ อันจะนำไปสู่ความรู้ระดับลึก (Deeply Knowledge) เพื่อความเป็นผู้เชี่ยวชาญในที่สุด


วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บันไดชีวิตนักเรียน (Bamboo Ladder): ส่วนขยายของโครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน


                                                                                                                                          สุริยา เผือกพันธ์ เขียน

“สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เชื่อว่าหนทางที่จะขจัดความยากจนได้ คือ การทำธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความช่วยเหลือจากแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม”

คำสำคัญ : บันไดชีวิต (Bamboo Ladder), โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน, ธุรกิจเพื่อสังคม, นักพัฒนาสังคม,
ต้นทุนทางสังคม (Social capital)

                โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้านหรือ Village Development Partnership (VDP) เป็นโครงการพัฒนาแบบองค์รวมระดับหมู่บ้าน เพื่อขจัดปัญหาความยากจนที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยวิธีการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเป็นวิธีเก่าใช้ไม่ได้ผล สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เชื่อว่าหนทางที่จะขจัดความยากจนได้ คือ การทำธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความช่วยเหลือจากแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ ตามทางการพัฒนาแบบยั่งยืน ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมการพัฒนาทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ระดมความร่วมมือจากชาวบ้านเพื่อศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตหมู่บ้าน ร่วมกันคัดเลือกคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน เพื่อเป็นตัวแทนสะท้อนความคิดความต้องการของชาวบ้านและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนแม้การสนับสนุนของหน่วยงานจะสิ้นสุดแล้ว กิจกรรมพัฒนาในหมู่บ้านยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยสมาคมฯ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา

                โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างหมู่บ้านในชนบทกับผู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งอาจเป็นบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือธุรกิจเอกชนที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือชาวชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีแนวคิดในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ซึ่งสามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาชนบทและเลือกรูปแบบการมีส่วนร่วมตามนโยบาย ทรัพยากรและทักษะความชำนาญของบริษัท โดยบริษัทสามารถให้การสนับสนุนทั้งในรูปแบบของเงินทุน ความเชี่ยวชาญและทักษะความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้ริเริ่มธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในกระบวนการพัฒนาของของโครงการและเป็นการรวมความเชี่ยวชาญทางการประกอบธุรกิจของบริษัทและความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาบทบาทของสมาคม ฯ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งผลรวมของความร่วมมือนี้ จะแผ่ขยายไปยังการพัฒนาระดับประเทศจนถึงระดับภูมิภาค


                            "นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำการประเมินคุณภาพชีวิตตนเอง"

                โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน มีผู้สนับสนุนหลักคือ Bill and Melinda Gates Foundation ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการภายใต้ชื่อ Village Development for Sustainable Health Development and Poverty Alleviation Project (VDP-GATE) มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (มกราคม 2552- ธันวาคม 2555) ซึ่ง ณ บัดนี้ได้สิ้นสุดโครงการแล้ว

                บันไดชีวิตนักเรียน (Bamboo Ladder) เป็นกิจกรรมส่วนขยายที่พัฒนามาเป็นหลักสูตรของสถานศึกษาในรายวิชานักพัฒนาสังคม ที่มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1) การเตรียมนักเรียน การจัดตั้งองค์กรนักเรียน หรือคณะกรรมการบริหารนักเรียน การจัดทำบันไดชีวิตนักเรียน การประเมินความต้องการของโรงเรียนเพื่อจัดทำแผนพัฒนาโรงเรียนหรือ Community Need (CNA) การจัดทัศนศึกษาดูงานหรือ Eye Opener Tripและการทบทวน CAN และปรับปรุงแผนพัฒนา
2) แนวทางการพัฒนาโรงเรียน ประกอบด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อและเปลี่ยนเงินทุนธนาคารโรงเรียน การจัดตั้งธนาคารโรงเรียนและการดำเนินกิจกรรมตามแผนพัฒนาโรงเรียน (CNA)
เนื้อหาหลักสูตรดังกล่าวใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ 2 ภาคเรียนโดยส่วนที่ 1 เรียนในภาคเรียนที่ 1 และส่วนที่ 2 เรียนในภาคเรียนที่ 2

               หลังการจัดตั้งองค์กรนักเรียนในรูปคณะกรรมการระดับต่าง ๆ นักเรียนจะเรียนรู้วิธีการจัดทำบันไดชีวิต โดยใช้เทคนิคบันได (Ladder Technique) ทั้งนี้เพื่อทำให้ทราบทัศนคติ ความนิยม รวมไปถึงการให้คุณค่าของแต่ละบุคคลและชุมชนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการที่จะได้รับทราบสภาพของชุมชนผ่านทางสายตาของคนในชุมชนและเป็นการศึกษาชุมชนอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับชุมชนและร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยสมาชิกของชุมชนเอง

              กระบวนการเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ถึงต้นธารของการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน การที่คนในชุมชนมารวมตัวกันแล้วจัดรูปเป็นองค์กรการจัดการ มีการเรียนรู้ที่ทรงพลัง ด้วยการวิเคราะห์ปัญหา วินิจฉัยปัญหา วิเคราะห์ทางเลือกและตัดสินใจเลือกที่ถูกต้อง


                                         "นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์คุณภาพชีวิตตนเองในระดับชั้นเรียน"

               การรวมตัวของคนในชุมชนทำให้เกิดต้นทุนทางสังคม (Social capital) บวกกับการมีการจัดการและการเรียนรู้ จะทำให้ศักยภาพในการแก้ปัญหาของชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง

               โรงเรียนเป็นชุมชนหนึ่งที่มีความหลากหลายทางคุณวุฒิ วัยวุฒิ เช่นสังคมโดยทั่วไป การจัดหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในโรงเรียน เป็นการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อนำไปใช้ในสังคมแห่งศตวรรษที่ 21 อันเป็นสังคมที่จะมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้า


วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรู้ก็ต้องการประชาธิปไตย (Democratization of Knowledge)




                                                                                                                            สุริยา เผือกพันธ์ : เรียบเรียง

                “ถ้าการศึกษาทางเลือกต้องการเสรีภาพเป็นดั่งท้องทะเลแห่งการเลือก การเรียนรู้ต้องการผืนฟ้ากว้างเป็นพื้นที่ของการแสวงหายิ่งกว่า”

คำสำคัญ : ประชาธิปไตยของความรู้ (Democratization of Knowledge) การเรียนรู้แบบสืบค้น (Inquiry Approach) การศึกษานอกระบบ, การศึกษาในระบบ

                แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงในสังคมการสื่อสารบนโลกใบนี้ เชอริล เลมเก (Cheryl Lemke, 2554: 359) ได้กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในศตวรรษที่ 21 ตัวเลขที่เกิดขึ้นน่าตกใจมาก
                มีการเฉลิมฉลองการเชื่อมต่อในระบบโทรศัพท์มือถือครบ 4,000 ล้านเลขหมาย ในปี 2009
                มี URL ที่ไม่ซ้ำกันกว่าหนึ่งล้านล้านรายการในดัชนีของกูเกิ้ล
                มีผู้ชมคลิปวิดีโอ Guitar เกือบ 61 ล้านครั้งบนยูทูบ
                มีการโพสต์ในบล็อกโดยเฉลี่ย 9 แสนโพสต์ ทุก 24 ชั่วโมง
                มีการทวีตมากกว่า 2,500 ล้านข้อความบนทวิตเตอร์
                กูเกิ้ลซื้อยูทูบในปี 2006 ด้วยราคา 1.65 พันล้านดอลลาร์
                มีคนกว่าร้อยล้านคนเข้าเฟสบุ๊คทุกวันและ
                ทั่วโลกใชเวลาประมาณ 2.6 พันล้านนาทีต่อวันหมดไปกับการเล่นเฟสบุ๊คใน 35 ภาษา



                ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น !!!!
                ร้อยละ 96 ของเด็กอายุ 9 – 17 ปี รับเอาวัฒนธรรมเว็บ 2.0 มาใช้สร้างเครือข่ายสังคม เขียนบล็อก ทวีตข้อความ ทำแผนที่ จีพีเอส และเล่นเกมออนไลน์ เยาวชนเหล่านี้สื่อสารกันทันที ผ่านการส่งข้อความและการแบ่งปันไฟล์ต่าง ๆ นอกโรงเรียน
                ทั้งหมดที่กล่าวถึง เป็นวัฒนธรรมของเด็กอเมริกัน
                ถ้าการทำให้แน่ใจว่านักเรียนทุกวันนี้พร้อมจะใช้ชีวิต เรียน ทำงานและเติบโตในโลกไฮเทค โลกที่เปลี่ยนเป็นหนึ่งเดียวและโลกแห่งการมีส่วนร่วม เหล่านี้คือ ความรับผิดชอบของนักการศึกษาแล้ว ระบบโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา ดูจะต่อไม่ติดกับวัฒนธรรมของสังคมปัจจุบันเลย
                หนำซ้ำโรงเรียนจำนวนมาก กลับตรวจค้นเครื่องมือทางเทคโนโลยีของนักเรียน (เช่น สมาร์ทโฟน โทรศัพท์ มือถือ ไอพอด ไอทัช) ที่ประตูทางเข้าโรงเรียนอีกต่างหาก
                ดูเหมือนว่าทุกหนแห่งจะหวาดระแวงกับการใช้เทคโนโลยีของเด็กและเยาวชนไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งสังคมไทย
                เพราะปรากฏการณ์ของการใช้สื่อของคนกลุ่มนี้เป็นไปในทางบันเทิงและล่อแหลมต่อคุณค่าทางจริยธรรมอย่างยิ่ง

                เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้นำเครื่องมือทางเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ จึงควรมีหลักสูตรการใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ แทนการใช้กฎข้อห้ามอย่างเข้มงวด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีข้อห้ามใดศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ ต่อการห้ามปรามการใช้เทคโนโลยีของเด็กในช่วงเวลาที่พวกเขาพ้นจากรั้วโรงเรียนไปแล้วได้เลย



                เชอริล เลมเก อ้างอิงถึงงานวิจัยของบริดเจ็ต บาร์รอน (Bridget Barron) นักวิจัยจากสแตนฟอร์ต แนะนำว่า ควรสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้นอกระบบในรูปแบบต่าง ๆ แล้วบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้ในระบบและเพื่อสร้างหลักประกันว่า นักเรียนจะได้รับความรู้และเกิดความเชียวชาญในการสำรวจ การมีปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมดิจิทัล จึงควรทำความรู้ให้เป็นประชาธิปไตย (Democratization of Knowledge) ด้วยการเรียนรู้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ เช่น
                การท่องอินเทอร์เน็ต นำคำว่ากูเกิ้ล มาใช้อย่างมีเป้าหมาย โรงเรียนควรทำงานกับนักเรียนในการค้นหาข้อมูล อย่างรู้จักใช้ สำรวจ ตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
วัตถุการเรียนรู้ เป็นทรัพยากรที่สมบูรณ์ในตัวเอง มักอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและ/หรือบนเว็บไซด์ซึ่งนำมาใช้และใช้ซ้ำ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ได้ เช่น วิดีโอบนยูทูบ ไฟล์เสียงและ/หรือ วิดีโอสำหรับไอพอด เว็บไซด์แบบโต้ตอบ สไลต์ที่มีคำบรรยายและอื่น ๆ
แบบจำลอง นักเรียนจะเรียนรู้ได้ลึกซึ้งเมื่อพวกเขาสามารถทดลองปรับตัวแปรต่าง ๆ ในแบบจำลองได้
วิชาเรียนที่เผยแพร่ในมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันเว็บไซด์ MIT (Courseware และ Rice Connexions) ได้เผยแพร่วิชาเรียนจำนวนนับพันสู่สาธารณชน iTunes University ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งและในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นคือ Coursera หลักสูตรออนไลน์ที่เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
วิชาเรียนออนไลน์สำหรับครูและนักเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา วิชาเรียนทางออนไลน์สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ซึ่งมีตั้งแต่ผู้เรียนที่มองหาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงผู้เรียนที่ต้องเรียนซ่อม การเข้าถึงวิชาเรียนทางออนไลน์เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับนักเรียนที่กำลังมองหาทางเลือกนอกเหนือไปจาก หลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งมีข้อจำกัดในแง่เวลาและรูปแบบการเรียน
บทเรียนวิชาทางออนไลน์ บทเรียนบทหนึ่งใช้เวลา 4 – 5 วัน (วันละ 1 คาบ) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานรวมทั้งแผนการสอนและมีลักษณะโต้ตอบอย่างมากกับกลุ่มนักเรียนผ่านทางเว็บไซต์




การวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้แบบสืบค้น (Inquiry Approach) ซึ่งนักเรียนเป็นศูนย์กลางและเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง กำลังอยู่บนทางแพร่งที่นักการศึกษากำลังพิจารณาว่า จะยอมรับความเป็นประชาธิปไตยของความรู้ด้วยการเชื่อมต่อการเรียนรู้ในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกันอย่างจริงจังหรือจะเพิกเฉยแล้วยอมเสี่ยงที่จะล้าสมัย และกลายเป็นเพียงโรงงานผลิตประกาศนียบัตรสำหรับการเรียนรู้แบบโต้ตอบที่เกิดขึ้นนอกโรงเรียน
คำถามจากเชอริล เลมเก


เชอริล เลมเก (2556). นวัตกรรมจากเทคโนโลยี ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21. พิมพ์
ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: บริษัทโอเพนเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จำกัด.