วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สามนโยบายหลักที่สนับสนุนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง




                                                                                                                                  Comeron Pipkin : เขียน
                                                                                                              สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง

                “เด็กทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกันหมดราวกับว่า ทุกคนมีรูปแบบหรือวิธีการเรียนรู้เหมือนกัน มีอัตราการเรียนรู้เท่ากัน ใครเป็นผู้กำหนดไว้เช่นนั้น ทำกันมาตั้งแต่สมัยไหน กี่ร้อยปีมาแล้วและทำไมต้องทำเช่นนั้น ผลที่ได้เป็นอย่างไร” (ธงชัย ชิวปรีชา)

คำสำคัญ : การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student – Centered Learning), วิธีการเรียน (Pacing), การให้คะแนน (Grading) และตารางเรียน (Scheduling)

                การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองและผู้บริหารโรงเรียนต้องให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกเรียนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนให้การเรียนรู้ของผู้เรียนสัมฤทธิ์ผล
                การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเป็นพลังผลักดันให้ผู้บริหารโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กลับมาหวนคิดเกี่ยวกับนโยบายใหม่ ด้วยการสอบถามตัวเองว่า มีนโยบายอะไรที่จะอำนวยความสะดวกหรือใช้เป็นแนวทางใหม่ในการสอนแบบนี้หรือไม่
                นี่คือ สามนโยบายหลักในการเปลี่ยนแปลงที่สามารถสนับสนุนสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง


1.              วิธีการเรียน

เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างเต็มที่ โรงเรียนและหน่วยงาน
ทางการศึกษา ต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียน โดยสามารถเรียนข้ามชั้นได้ ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบที่ตายตัวของโรงเรียน แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้
                       ผู้บริหารโรงเรียนสามารถนำวิธีการใหม่ที่ท้าทายนี้ไปใช้ได้หลาย ๆ ทาง บางครั้งอาจใช้กับนักเรียนในระดับชั้นเดียวกัน ขณะที่คนอื่น ๆ อาจรักษาวิธีการแบบดั้งเดิมอยู่ แต่บางคนอาจเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ ไปพร้อม ๆ กันในชั้นเรียนเดียวกันนั้น เนื้อหาบางอย่างนักเรียนหลายคนมีความพร้อมแล้ว เขาไม่ต้องรอเวลาที่จะต้องเรียนพร้อมกับเพื่อนในหัวข้อดังกล่าว
                     ตัวอย่างเช่น สมมุติว่านักเรียนในเกรดสาม เรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับเกรดสี่ แต่เรียนการอ่านอยู่ในระดับเกรดสอง ด้วยในห้องเรียนแบบดั้งเดิม นักเรียนอาจมีความเบื่อหน่ายในเรื่องที่เขามีความรู้แล้ว จึงอยากจะเรียนในเรื่องที่เขาสนใจ โดยไปเรียนร่วมในระดับเกรดสี่ แต่ถ้าเขารู้สึกบกพร่องในการอ่าน ซึ่งทำให้ลำบากในการเรียนในเนื้อหาต่าง ๆ เขาอาจต้องไปเรียนร่วมกับนักเรียนในระดับที่ต่ำกว่า เป็นต้น
                     ในสิ่งแวดล้อมที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นักเรียนสามารถเรียนรู้ในระดับเกรดสี่ในวิชาคณิตศาสตร์และเมื่อเขาพร้อมที่จะเรียนต่อไป เขาก็สามารถที่จะก้าวไปเรียนในระดับเกรดห้าในวิชาเดียวกันนี้ได้เลยหรือไม่ก็ในช่วงกลางปี ในขณะเดียวกันกับที่ผู้เรียนคนเดียวกันนี้ก็สามารถที่จะไปเรียนการอ่านในเกรดสองได้ แม้ว่าจะต้องเพิ่มเวลาในการฝึกหัดทักษะและทำความเร็วในการยกระดับการเรียนรู้ไปสู่มาตรฐานของระดับนั้น ๆ ก็ตาม
                “เราอยากเห็นผู้เรียน เป็นอย่างนั้นและก้าวหน้าด้วยวิธีการแบบนั้น” ราเชล เธอร์เนอร์ (Rachael Turner) ผู้จัดการเครือข่ายการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาโรงเรียนกล่าว


2.              การให้คะแนน

การเปลี่ยนแปลงในวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้องการการเปลี่ยนแปลงในการให้ระดับคะแนน
ผู้เรียนด้วย
                      ตัวอย่าง เช่น ถ้านักเรียนทำงานเสร็จด้วยวิธีการของพวกเขา จะมีผลสะท้อนต่อระบบการให้ระดับคะแนนของเราอย่างไร ถ้านักเรียนไม่มีคะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ตอนสิ้นปี แน่นอนว่าเขาสอบตกแน่นอน
                     แต่หลาย ๆ โรงเรียนที่มีการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการให้คะแนนแบบดั้งเดิมที่เป็นตัวเลข ไปสู่การให้คะแนนแบบยึดมาตรฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะโรงเรียนระดับประถมศึกษา  ในระบบเช่นนี้ จะมีรายงานผลการเรียนของผู้เรียนที่แสดงให้เห็นว่า นักเรียนเก่งขึ้น  หรือไม่ก็บรรลุผลการเรียนตามมาตรฐานของแต่ละคน วิธีการนี้ได้ผลดีเพราะสนับสนุนสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
     “ถ้าเราเคยให้ระดับคะแนนนักเรียนในชั้นเด็กเล็ก” พวกเราเคยพิจารณาเอาวิธีการนั้นไปใช้ในชั้นเรียนที่สูงขึ้นหรือไม่ เช่น ในระดับชั้นที่ 5 6 7 หรือ 8  เธอร์เนอร์ถาม
    ในระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ ยังคงใช้ระดับคะแนนที่เป็นตัวเลขหรือการคำนวณระดับคะแนนเฉลี่ยให้นักเรียน ในระดับวิทยาลัยอาจใช้วิธีการผสมผสาน  ระหว่างแนวคิดที่ใช้มาตรฐานเป็นฐานกับการให้ระดับคะแนนที่เป็นตัวเลข เช่น ประเมินผลผ่านร้อยละ 70 ของจุดประสงค์ ให้ระดับคะแนน C ถ้าผ่านร้อยละ 80 ให้ระดับคะแนน B เป็นต้น


3.              ตารางเรียน

การให้นักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุน
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีหนึ่งในการดำเนินการคือ ให้ผู้เรียนมีอิสระในการตัดสินใจว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการเรียนและเมื่อใดที่พวกเขาต้องการเรียน พวกเขาสามารถเลือกรายวิชาในหลักสูตรได้ตลอดเวลา
                      โรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่งที่มีความก้าวหน้า นักเรียนจะรู้ว่าพวกเขาต้องทำหน่วยกิตในการเรียนเทอมแรกเท่าใดและที่เหลือปลายปีอีกเท่าใด พวกเขาอาจเลือกเรียนให้จบในวิชา แองจิบาภายในสองสามสัปดาห์แรกของภาคเรียน โดยเน้นเฉพาะวิชานี้วิชาเดียวและเรียนภาษาอังกฤษแบบเดียวกันนี้ ในเวลาสองสามสัปดาห์ถัดไป หรือพวกเขาสามารถใช้วิธีเรียนแบบคู่ขนานไปกับการเรียนแบบดั้งเดิมได้ โดยใช้เวลาเรียนในแต่ละวัน วันละหนึ่งชั่วโมง
                      “พวกเราชอบเปรียบเทียบว่าในชีวิตจริงของผู้ใหญ่” เธอร์เนอร์ให้ข้อสังเกต
                      “บางคนคอยไปทำความสะอาดทุกอย่างในวันอาทิตย์ ขณะที่คนอื่น ๆ เลือกซักผ้าทีละเล็กทีละน้อยตลอดสัปดาห์”  แล้วแต่ว่า วิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุดของแต่ละคนและเราต้องการประยุกต์สิ่งนี้กับนักเรียน โดยพิจารณาว่าอะไรคือ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา และพวกเขาเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างไร

                    วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในการพิจารณาว่า อะไรคือวิธีที่ดีที่สุดของแต่ละคน ที่ควรนำไปสู่การตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ถ้าผู้นำสามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้เสียแต่ทีแรกก็จะนำไปสู่การจัดการเรื่องวิธีการเรียน การให้คะแนนและการทำตารางเรียนในโรงเรียนอย่างง่ายดาย
      
Cameron Pipkin is a Senior Marketing Strategist at School Improvement Network and former teacher. He's driven by a passion to help educators master their craft and improve the lives of their students.
https://www.edsurge.com/n/2015-05-05-three-key-policy-changes-to-support-student-centered-learning


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เกาะติดจิตวิญญาณจันทบูร




                                  
                                                                                                                                       สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


             “ไม้ใหญ่ที่ไร้รากย่อมไม่อาจเป็นที่พึงพาแก่กิ่งก้านสาขาต่อไปได้อีก ชุมชนที่ไม่รู้ที่มาก็ไม่อาจมีความเข้มแข็งยั่งยืนถึงลูกหลานเช่นกัน


                เสียงสวดแผ่เมตตาจากอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวเนปาล ดังก้องไปทั่วบริเวณชุมชนวัดญวนริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรี เช้านี้แดดเหลืองนวลใสทอประกาย แผ่รัศมีครอบคลุมลานกว้างหน้ารูปปั้น  พระนางมารีอา ผู้คนจากทุกสารทิศกระจัดกระจายถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่มาท่องเที่ยวในวันหยุดยาวต้นเดือนพฤษภาคม ร้านรวงรายรอบพระวิหารฯ อัดแน่นไปด้วยผู้คน บ้างหาของที่ระลึก บ้างหาอาหารเช้า มีทั้งเฝ๋อ (ก๋วยเตี๋ยวญวน) กาแฟ ไข่กระทะ รองท้องก่อนออกเดินทางตระเวนไปทั่วจังหวัดจันทบุรี


                              "สะพานข้ามฝั่งแม่น้ำจันทบุรีระหว่างชุมชนวัดญวณและชุมชนริมน้ำ" 

                ด้านหน้าอาสนวิหารฯ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีไปยังฝั่งชุมชนริมน้ำ ที่นั่นเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ยังคงสภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนใหญ่เป็นอาคารบ้านเรือนที่มีรูปทรงทางสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตที่เงียบสงบภายในตัวอาคาร มีร้านขายของที่ระลึก ร้านขายอาหาร ร้านขายของชำเปิดให้บริการอยู่ไม่กี่ร้าน แต่มีอาคารที่สะดุดตาอยู่หลังหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางย่านชุมชนและดูเหมือนว่าผู้คนที่มาท่องเที่ยวจะมุ่งตรงไปที่นั่น...บ้านเลขที่ 69  !!


                                                                             "บ้านเลขที่ ๖๙"


                ชุมชนริมน้ำจันทรบูร เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานประมาณถึง 300 ปีเศษ นับตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชทรงย้ายเมืองจันทบูรจากบ้านหัววัง ตำบลพุงทะลาย มาตั้งที่บ้านลุ่มหรือค่ายตากสิน ศาล ศาลากลางจังหวัดเก่าและวัดโบสถ์ปัจจุบัน ตัวเมืองจันทบูรสมัยนั้นสร้างอยู่บนเนินสูง เป็นเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนคันดิน มีกำแพงเมืองศิลารายรอบ
                จากตัวเมืองจันทบูรมีพื้นที่ลาดลงมาถึงริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรีก็คือ บ้านท่าสิงห์และย่านท่าหลวง ซึ่งมีริมฝั่งแม่น้ำเป็นชายหาดกว้าง เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ด้านคมนาคมขนส่ง ย่านท่าหลวงในอดีตราว 100 ปี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นแหล่งศูนย์กลางการค้าของจังหวัด มีท่าเทียบเรือจอดเรือค้าขายหลายแห่งและมีถนนสายแรกคือ ถนนริมน้ำหรือถนนสุขาภิบาล
                ปัจจุบันชุมชนริมน้ำ ไม่ใช่ศูนย์กลางการค้าขายอีกต่อไป เพราะผู้คนไม่ได้ใช้การเดินทางทางเรือแล้ว นอกจากนี้ การเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ กลางชุมชนและเกิดน้ำท่วมอย่างต่อเนื่องสร้างความไม่สะดวกให้กับชาวบ้าน ผู้คนบางส่วนอพยพออกนอกชุมชน บ้านเรือนจึงเสื่อมสภาพไปตามอายุและทรุดโทรมรวดเร็วขึ้น และเมื่อลูกหลานออกจากชุมชนจึงทำให้ขาดการสืบทอดทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตท้องถิ่น



                                                          "ทางเข้าชุมชนริมน้ำที่ตั้งบ้านเลขที่ ๖๙"

                หากแต่คุณค่าที่มีอยู่จริงในชุมชนนั้น สามารถทำให้ลูกหลานในชุมชนหันมาสนใจและเริ่มเกิดกระบวนการฟื้นฟูอย่างจริงจังขึ้นได้ในปี พ.ศ. 2552 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดจันทบุรี สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นและภายนอกคือ ร.ร.ศรียานุสรณ์ วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี สถาบันอาศรมศิลป์และหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือร่วมใจของคนริมน้ำจันทบูรเป็นหลักสำคัญที่สร้างให้กระบวนการพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง

               บ้านเลขที่ 69 อยู่ในใจกลางย่านนี้ ที่มีลักษณะเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2476



                                    "พ.อ.(พิเศษ) ทันตแพทย์หญิงบุญพริ้ม ปฏิรูปานุสร"

                นายเทียมและนางนวม พาณิชย์สิทธิ์ เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 69 ถนนสุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอ
เมือง จังหวัดจันทบุรีมีบุตรสาวสองคนคือ น.ส. เงิกกุ่ย (อบเชย) และ น.ส.เงิกเอ็ง (ทับทิม)
                นายม็อก แซ่ลี้ ได้เดินทางมาจากเมืองแต้จิ๋ว ประเทศจีนเมื่ออายุ 16 ปี มาพักอาศัยและทำงานที่โรง ยาฝิ่น ที่ตลาดล่างซึ่งตั้งอยู่คนละฟากถนนเยื้องกับบ้านนายเทียมและนางนวม นายม็อกทำงานและหัดพูดภาษาไทยกับผู้รู้จนสามารถอ่านออกเขียนได้ ต่อมาได้เข้ารับราชการที่แผนกคลังมณฑลจันทบุรี เป็นผู้ช่วยคลังมณฑลแผนกฝิ่น ต่อมาได้สมรสกับนางสาวเงิกกุ่ย และต่อมาได้นางสาวเงิกเอ็งเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง รับราชการจนได้รับพระราชทานยศเป็นรองอำมาตย์ตรีขุนอนุสรสมบัติ และได้รับพระราชทานนามสกุลใน    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ปฏิรูปานุสร
                 ลักษณะของบ้านด้านหน้าจะเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูนผสมสีเหลืองอ่อน ตามเทคนิควิธีของช่าง
สมัยก่อนและมีลวดลายปูนปั้นตามแบบอย่างตึกฝรั่งด้านหน้า ในส่วนชั้นล่างจะแบ่งเป็นสามส่วนมีประตูบานเพี้ยมเป็นทางเข้าทั้งสามส่วน


                                                                   "ภายในบริเวณบ้านเลขที่ ๖๙" 


                ด้านบนในส่วนที่ตรงกับประตูด้านล่างจะมีระเบียงสำหรับนั่งเล่นได้โดยประตูที่เปิดออก สู่ระเบียงด้านนอกจะอยู่ถัดเข้าไปประมาณ 3 เมตร
                ผนังอีกสามด้านโดยรอบบ้าน จะเป็นผนังซีเมนต์ขัดมันโชว์แนวเสา โดยมีบางส่วนเว้นกรอบไว้เป็นช่องเหนือหน้าต่าง
                พื้นด้านหลังของชั้นล่างที่ติดกับผนังบ้านจะเป็นส่วนครัวลานซักล้างและห้องน้ำ ต่อมาเตี่ย (รองอำมาตย์ตรีขุนอนุสรสมบัติ) ได้สร้างเรือนไม้สองห้องนอนต่อจากครัว เป็นเรือนใต้ถุนสูงมีบันได 3 ขั้น ขึ้นบันไดไปจะเป็นระเบียงกั้นลูกกรงด้านหนึ่งและย้ายครัวจากที่เดิมที่อยู่ด้านในสุดของพื้นที่มาทำครัวตรงข้ามกับเรือนนอนนี้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว
                ปัจจุบันบ้านนี้ตกทอดมาเป็นมรดกของ พ.อ.(พิเศษ) ทันตแพทย์หญิงบุญพริ้ม ปฏิรูปานุสร ลูกสาวคนสุดท้องและนายธวัช ปฏิรูปานุสรบุตรคนเดียวของพี่ชายคนโต ซึ่งทายาทต้องการให้บ้านหลังนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนและสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน คุณป้าบุญพริ้ม ได้สนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นในการปรับปรุงบ้านนี้เบื้องต้นด้วย
                ต่อมาผู้รับมรดกได้ติดต่อประสานงานกับสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อเด็กและเยาวชนของชาติเพื่อมอบบ้านและที่ดินให้ทางสถาบันฯ รับไว้เป็นสมบัติของสถาบันฯ เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเพื่อให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนตลอดไป


"ภาพถ่ายมุมสูงชุมชนริมน้ำ"

                วิกฤตการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากการแตกฉานซ่านเซ็นของสังคมชนบท ตลอดจนเบี่ยงเบนค่านิยมไปตามกระแสสังคมโลกที่เน้นแต่การไขว่คว้าหาความมั่งคั่งทางวัตถุและสภาพการแข่งขันที่นำไปสู่การเผชิญหน้าและไม่ผ่อนปรนกันระหว่างคนในสังคม
                การเรียนรู้เพื่อกอบกู้ชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเพื่อการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันสมัย ยังควรถูกนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของชุมชน ระบบการเรียนรู้ของชุมชนจะทำให้ชุมชนสามารถรวมพลังกันคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาในชีวิตจริง (ความฝันของแผ่นดิน, 2539: 72)
                ไม้ใหญ่ที่ไร้รากย่อมไม่อาจเป็นที่พึงพาแก่กิ่งก้านสาขาต่อไปได้อีก ชุมชนที่ไม่รู้ที่มาก็ไม่อาจมีความเข้มแข็งยั่งยืนถึงลูกหลานเช่นกัน

                บ้านเลขที่ 69 บ้านเรียนรู้ชุมชนริมน้ำจันทบูร บ้านที่บอกรากเหง้าชาวจันทบุรี

                

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

โรงเรียนมีชัยพัฒนากับการเรียนรู้แนวสังคมวัฒนธรรม (Sociocultural Theory)

                                                                                                              

                                                                                                                                    สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“เมื่อหลายปีก่อน (2539) มีผู้จุดประกายความฝันของแผ่นดินเกี่ยวกับการศึกษาไว้หลายมิติ หนึ่งในนั้นฝันว่า เราฝันถึงการที่คนไทยหาความรู้ใส่ตัวตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่แสวงหาความรู้พื้นฐานเพื่อ ตั้งต้นชีวิต ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ค่อย ๆ สะสมความรู้มากมายเพื่อ จรรโลงชีวิต ไปจนแก่เฒ่า”

                ลมร้อนของเดือนเมษายนอาจรุกไล่บางผู้คนให้หลบลี้ไปเสียจาก ความซ้ำซากจำเจของระอุไอและพยับแดด....ป่าไม้ ภูเขา ลำธารและทะเล คือภาพคุ้นชินที่พวกเราพานพบ แต่อาจแปลกใหม่ที่บางผู้คนเลือกหลบรู้ คลายร้อนที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ที่นั่นเขามีอะไร..
              ที่นั่นมีศูนย์การเรียนรู้หลักสูตร “อาชีวะพลังงาน ลูกอีสานคืนถิ่น”
                โดยอาจารย์นัน ภักดีและคณะเป็นวิทยากรภายใต้ความร่วมมือกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา
                หลักสูตรประกอบด้วย 1) ระบบไฟแสงสว่าง 2) ระบบสูบน้ำ ระยะเวลา 3) รถไฟฟ้า 4) การเจาะน้ำบาดาล 5) การสีข้าวแปรรูปการเกษตร
                แต่ละหลักสูตรมุ่งให้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์  ระยะเวลา 15 วัน



                                                           "อาจารย์นัน ภักดี (กลาง) กับทีมงาน"

                “ผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่มาช่วย ผอ.มีชัย เพราะเห็นว่าท่านทำได้ดีมามากมายแล้ว” อาจารย์นัน ภักดีเล่าถึงการมาปักหลักสร้างศูนย์การเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา
                “เมื่อก่อนผมทำกิจกรรมแบบนี้โดยเริ่มจาก ความคิดเล็ก ๆ ที่จะนำความรู้ที่มีไปช่วยผู้อื่น ทีละเล็กทีละน้อย จนขยายมาเป็นกลุ่มใหญ่อย่างเช่นทุกวันนี้ ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากเล็ก ๆ” อาจารย์นันท์เล่าเรื่องที่มาของกิจกรรม
                “แรก ๆ ก็บอกข่าวกันทางจดหมาย ประกาศทางวิทยุ เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีเฟสบุ๊คเหมือนทุกวันนี้” อาจารย์นันท์เล่าถึงการแจ้งข่าวให้ผู้สนใจเรียนก่อนที่ยุคอินเตอร์เน็ตจะเติบโต
                “หลักการของผมคือสอนโดยใช้งานเป็นฐานการสร้างความรู้ เมื่อเรียนจบก็ได้ทั้งความรู้และมีผลงานเกิดขึ้น”  อาจารย์นัน เล่าถึงรูปแบบการสอน
                “ต้องการให้คนเรียนรู้พึ่งตนเองได้ ขยายความรู้ อยู่อย่างพอเพียง นั่นคือ ความสงบ พอเพียงก็คือ สงบ สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี”  อาจารย์ขยายความแนวปรัชญาการจัดการเรียนรู้
                “ทำแล้ววาง วางใจ ไม่ยึดติด สิ่งของที่เกิดจากการเรียนและการทำงาน ทำเสร็จแล้วก็ไม่ยึดติดว่า เป็นของตนเอง ก็วางไว้เป็นของผู้อื่น”
                “ผมไม่เคยขาดเงิน เพราะมีคนช่วยตลอด ให้ตลอด ทุกอย่างมีคนให้ เพราะการให้มันเป็นเช่นนั้นเอง  เราทำเหตุให้ดี ผลมันจะดี ผมเน้นช่วยวัด จึงเห็นพระมาช่วยเป็นวิทยากรด้วย สอนทำต้องรู้ธรรมครูอาสา 7-10 คน เขามาช่วยก็ไม่ได้บอก พวกเขารู้ เขาก็มาช่วย”
                หลักสูตรอาชีวะพลังงาน ลูกอีสานคืนถิ่นในครั้งนี้ มีผู้สมัครเรียนผ่านเฟสบุ๊คจากที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจำนวน  54คน มีทุกเพศ ทุกวัย



                                               "ลุงฐิติพงค์ พูลสวัสดิ์กับไฟฉุกเฉินไปช่วยเนปาล"

               ฐิติพงค์ พูลสวัสดิ์ อายุ 59 ปี อาชีพทำไร่และทำบ้านเช่า ชาวกาญจนบุรี หนึ่งในผู้สนใจที่สมัครเข้ามาเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้
             “ผมมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไร ไม่มีความรู้มาก่อนเลย ได้ดูตามเฟสเห็นโครงการนี้เลยมา มาคราวนี้ได้ดูแผงโซล่าหันตามตะวัน และการเจาะบ่อบาดาล”  ลุงฐิติพงค์ เล่าถึงที่มาของตัวเอง
            “ได้ประโยชน์มากครับ ที่บ้านเช่าค่ำลงผมก็ใช้แสงไฟจากโซล่าเซลล์ ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น” ลุงคนเดิมเล่าถึงประโยชน์จากความรู้ที่ได้รับ
             สิ่งที่สังเกตได้จากศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้คือ ทุกคนมีความต้องการในการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของตนเอง ในมุมมองทางทฤษฎีการเรียนรู้ การเรียนรู้แนวนี้เรียกว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แนวสังคมวัฒนธรรม (Sociocultural Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้แนวสังคมวัฒนธรรม เป็นการขยายการเรียนรู้ไปสู่บริบททางวัฒนธรรม สถาบันและประวัติศาสตร์ของชุมชน จุดเน้นจึงเป็นการสร้างบทบาทของผู้เรียนในการมีส่วนร่วมกับชุมชนทางสังคมและวัฒนธรรม อันเป็นผลจากจิตวิทยาพัฒนาการด้วย (Sarah Scott, AnnemaricPalincsar, 2013)


                            
                                        "พระภิกษุ สามเณร ชาวบ้านทุกเพศวัย ทุกสาขาอาชีพกำลังเรียนรู้
                                                       การต่อแผงโซล่าเซลล์จากการสร้างผลงานจริง"

          เลฟ วีก็อตสกี้ (Lev Vegotsky) กล่าวว่า วิธีการเรียนรู้ตามแนวสังคมวัฒนธรรม (Sociocultural Approaches)เป็นการพึ่งพากันระหว่างบุคคลและสังคมในการร่วมกันสร้างองค์ความรู้ ทุก ๆ บทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมีการพัฒนาใน  2 ระดับคือ ในระดับสังคมและบุคคล การเรียนรู้ในระดับสังคมจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อการเรียนรู้ในตัวบุคคล การเรียนรู้ตามทฤษฎีสังคมวัฒนธรรม ไม่เป็นเฉพาะเรื่องที่ว่า ผู้ใหญ่และเพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของแต่ละคนอย่างไรเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของทัศนคติ ความเชื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อวิธีการจัดการเรียนการสอนด้วย  

            ขอบเขตการพัฒนาที่ใกล้ชิดกัน (The Zone of Proximal Development) แนวคิดสำคัญของทฤษฎีสังคมวัฒนธรรมคือ เรื่องของการกำหนดขอบเขตการพัฒนาที่ใกล้ชิดกัน ระหว่างวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละคนกับการพัฒนาศักยภาพเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวภายใต้การแนะนำของผู้รู้เช่นผู้ใหญ่หรือเพื่อน ๆ ในเรื่อง ความรู้และทักษะ ต่าง ๆ ที่แต่ละคนยังไม่เข้าใจหรือทำด้วยตัวเองยังไม่ได้ เป็นการพัฒนาการเรียนรู้โดยการแนะนำจากผู้อื่นโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการสังเกต เลียนแบบและดูตัวแบบ (Model)

                                      
                                                  "รถยนต์บรรทุกพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในโรงเรียน"

           “สิ่งที่พวกเราทำและแบ่งปันมาแล้ว เช่น การนำผลิตภัณฑ์โซล่าเซลล์ไปบริจาควัดในเชียงราย เมื่อคราวที่เกิดแผ่นดินไหว ตอนนี้เกิดที่เนปาล พวกเรากำลังทำไฟฉุกเฉิน ส่งไปช่วยโดยจะบริจาคผ่านสถานฑูต ขณะนี้ก็แจ้งข่าวทางเฟสบุ๊คอยู่” อาจารย์นันเล่าถึงการแบ่งปันสังคมในระยะที่ผ่านมาและกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้

             “ก่อนหน้านี้ผมทำมาหมดแล้วเกี่ยวกับอาชีพการงาน มีฐานะ มีเงิน มีเกียรติ แต่สรุปแล้ว ไม่มีอะไรดีเท่าทำงานรับใช้แผ่นดิน” อาจารย์นัน สรุป


หมายเหตุ  Lev Vygotsky เป็นนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย ได้เสนอทฤษฎีการพัฒนาสติปัญญาให้สูงขึ้นในตัวของเด็กด้วยการทำกิจกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

สิ่งสำคัญสูงสุดที่ครูใหญ่ควรทำก่อน (Top Things a First Year School Principal Should Do)





                                                                                               Derrick Meador: เขียน
                                                                                                         สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


           “เมื่อท่านไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือหันไปทางใด จงยิ้มไว้ก่อน นี่จะเป็นการผ่อนคลายจิตใจของท่านแล้วปล่อยให้แสงตะวันแห่งความสุขส่องเข้าไปถึงดวงวิญญาณของท่าน” (นโปเลียน ฮิลล์)


           ข่าวคราวเรื่องกระทรวงศึกษาธิการจะปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดสรรครู (เมษายน 2558) ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนใหม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้บริหารโรงเรียนควรทำอะไรก่อนเมื่อมีโอกาสไปดำรงตำแหน่งหัวเรือในสถานศึกษา ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำจาก เดอร์ริค มีเดอร์ (Derrick Meador) ผู้บริหารโรงเรียนและในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนผู้หนึ่ง

           1. รู้ความต้องการของผู้บริหารระดับสูง มันเป็นเรื่องสำคัญของคนที่จะเป็นครูใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องรู้ว่ามีเรื่องใดบ้างที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน คุณจะต้องรู้ถึงความต้องการของพวกเขาเสมอ เขาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง อะไรที่พวกเขาต้องการ เราก็ต้องทำ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขา เพื่อที่จะทำให้คุณเป็นครูใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ

           2. มีแผนการทำงาน เพื่อประโยชน์ของโรงเรียน ไม่มีทางอื่นเลย แม้คุณจะคิดว่าคุณรู้ดีว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ มันสำคัญกว่าภาพในจินตนาการ มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการกำหนดภารกิจต่าง ๆ ไว้ในแผน ด้วยว่ามันจะทำให้คุณมีความพร้อมในการทำงาน จะทำให้รู้ถึงสิ่งที่คุณจะทำล่วงหน้า การจัดลำดับความสำคัญของงานก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ทำบัญชีเพื่อตรวจสอบงานทุกอย่างที่คุณจะทำ จัดตารางเวลาก่อนหลัง เพื่อเดินทางไปสู่ความสำเร็จ บริหารเวลาในตอนที่ไม่มีนักเรียนอยู่รายรอบมาทำงาน เพราะว่ามันเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจาก ตารางการทำงานในแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน


           3. การจัดรูปองค์กร องค์กรคือ กุญแจสำคัญ คุณไม่มีทางจะเป็นครูใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้เลย ถ้าคุณไม่มีทักษะการจัดองค์กร มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานทุก ๆ งาน ที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อกระจายให้คนอื่น ๆ มีส่วนร่วมทำ ไม่ใช่ทำด้วยตัวคุณเองเท่านั้น งานแต่ละงานคุณต้องเป็นผู้นำในองค์กรและให้การสนับสนุนเพื่อนร่วมงาน ถ้าไม่มีองค์กรงานในโรงเรียนจะสับสนอลหม่าน มีเพียงผู้นำในตำแหน่งคนเดียว อาจจะนำความเสียหายไปสู่องค์กรได้

           4. รู้เรื่องการสอนในโรงเรียน สิ่งนี้อาจทำให้คุณเป็นหรือไม่เป็นครูใหญ่ได้ ครูไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดทุกคน จึงอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น จงใช้เวลาเพื่อศึกษาเรียนรู้แต่ละคนว่า พวกเขามีความคาดหวังอะไรจากคุณ และให้เขารู้ความคาดหวังของคุณเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์ในทำงานร่วมกัน เว้นเสียแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสิ่งนี้

           5. รู้จักเพื่อนร่วมงานที่ให้การสนับสนุน พวกเขาเป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทำงาน ที่ไม่ได้ออกหน้าออกตา แต่มีความสำคัญต่อการทำงานในโรงเรียนมาก เช่น ผู้ช่วยผู้บริหาร ผู้ดูและรักษาความสะอาด ยามรักษาความปลอดภัย และแม่ครัว เป็นต้น จะต้องรู้เรื่องงานที่พวกเขาทำให้กับโรงเรียน รู้ให้มากกว่าคนอื่น ๆ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่คุณจะต้องยอมรับว่าในแต่ละวัน คุณจะต้องทำให้พวกเขาได้ทำงานด้วยความราบรื่น ใช้เวลารู้จักพวกเขา เพราะความเฉลียวฉลาดของพวกเขาประเมินค่ามิได้


           6. แนะนำตัวคุณให้กับคนในชุมชน เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครองและนักเรียนรู้จัก อาจทำโดยไม่ต้องพูด แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อุปถัมภ์ที่ให้ประโยชน์แก่โรงเรียนเหล่านั้น การสร้างความประทับใจครั้งแรกจะเป็นการปูทางไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโอกาสต่อไป การเป็นครูใหญ่ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุก ๆ คน ไม่เพียงแต่กับครูในโรงเรียนเท่านั้น การได้รับการยอมรับจากชุมชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ครูใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในการบริหารงาน

           7. เรียนรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีในชุมชน โรงเรียนและชุมชนแต่ละแห่ง มีความแตกต่างกัน มีมาตรฐาน ประเพณี และความต้องการแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำมากันยาวนาน เช่น การจัดงานคริสต์มาส คุณจะได้รับการคัดค้านจากผู้อุปถัมภ์โรงเรียนและจะเกิดปัญหาขึ้นมาแทนที่ ถ้ามันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในบางเรื่อง คุณจะต้องสอบถามความเห็นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนและคนในชุมชนเสียก่อน อธิบายเหตุผลในที่ประชุมและขอความเห็นจากพวกเขาให้ร่วมตัดสินใจ จะทำให้ความผิดพลาดไม่ตกอยู่ในความรับผิดชอบของคุณคนเดียว



           ท้ายสุด จงให้อภัยกับข้อบกพร่องของผู้อื่น หากคุณประสงค์ดังนั้น แต่จงมั่นคงกับหน้าที่รับผิดชอบ หากคุณต้องการบรรลุความเป็นผู้นำในทุกภารกิจที่ได้รับ (นโปเลียน ฮิลล์)


Derrick Meador is a school administrator who values the importance of the Internet on the teaching profession both as an educational tool and a resource.
http://teaching.about.com/od/admin/a/Top-Things-A-First-Year-Principal-Should-Do.htm


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ครูใหญ่เยี่ยมยุทธ (What Makes a Great Principal?)




                                                                                                         สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง

“โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะให้ความสำคัญมากกับการส่งเสริมให้ครูได้ทำงานให้ประสบความสำเร็จตามความสามารถที่พวกเขามี

                เราอาจไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรที่จะทำให้เป็นครูใหญ่ที่ดี แต่เราจะรู้แน่นอนในตอนที่มองไม่เห็นใคร หรือไม่ก็ตอนที่คุณได้เป็นครูใหญ่ เป็นครูและเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเสียเอง ต่อไปนี้เป็นหลักการบางอย่างที่ทุกคนต้องการให้ครูใหญ่ของพวกเขามี

                การเป็นเพื่อนร่วมงาน ครูใหญ่ที่ดีจะใช้เวลาเพื่อศึกษาให้รู้เรื่องราวและดูแลเพื่อนร่วมงาน ให้การสนับสนุนส่งเสริม บำรุงรักษาความเป็นอยู่ ในฐานะที่เป็นครูสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญ เรารู้ว่า โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะให้ความสำคัญมากกับการส่งเสริมให้ครูได้ทำงานให้ประสบความสำเร็จตามความสามารถที่พวกเขามี ครูใหญ่ที่ดีจะแสดงความตระหนักให้เห็น เพื่อให้ทุกคนได้ทำงานไปด้วยความราบรื่น เมื่อครูใหญ่ให้การยอมรับพวกเขา พวกเขาก็จะยอมรับครูใหญ่ มันเป็นเรื่องสำคัญของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ

                ต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยกับสมาชิกของชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียน สร้างความสัมพันธ์กับทุกคน เพื่อทำให้ทุกคนให้ความสนใจที่จะทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ


                เป็นผู้ที่พบหาได้ง่าย เปิดเผยให้ประชาชนรู้ว่า ครูใหญ่สามารถสร้างความยุติธรรม เห็นอกเห็นใจและตั้งใจรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ  การรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน นักเรียนและสมาชิกของชุมชน ไม่เพียงแต่จะสร้างความไว้วางใจกับคนทุกคนแต่ยังจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีตรงตามความต้องการของโรงเรียน ความยากลำบากต่าง ๆ จะคลี่คลายด้วยการรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจและใช้คำพูดที่มีเมตตาธรรม ครูใหญ่ที่ดีควรมีคุณลักษณะอย่างไร

                เป็นผู้นำ ผู้นำที่ดีจะสร้างความมั่นใจในการทำงานให้แก่เพื่อนร่วมงาน ในฐานะที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ประสบความสำเร็จ ครูใหญ่ที่ดีจะมีความรับผิดชอบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในโรงเรียน พวกเขาคือ ผู้ที่ได้รับการยกย่องที่ทำงานได้ดีและมีการพัฒนาและได้รับการแบ่งปันยุทธวิธีปรับปรุงข้อผิดพลาดต่าง ๆ

                การทำงานแบบจัดรูป การเป็นครูใหญ่ คือผู้คิดถึงประโยชน์ของโรงเรียนด้วยการทำงานอย่างไม่มีวันจบสิ้น แม้บางคนอาจมีเป้าหมายเป็นวัน ๆ แบบฉุกละหุก เพียงเพื่อให้เกิดความสำเร็จในวันต่อวัน (ซึ่งอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา) ดังนั้น การวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งอาจต้องเอางานบางอย่างออกไป เพื่อให้เห็นจุดเน้นในเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ด้วยการบริหารอย่างนี้ ครูใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ จะมีความทันสมัยด้วยวิธีการแบ่งงานให้ผู้ช่วยหรือเลขานุการช่วยบริหารจัดการ ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน

                เป็นตัวอย่างที่ดี ครูใหญ่ต้องการเป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อพัฒนาสิ่งต่าง ๆ เขาเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่ต้องทำให้งานประสบความสำเร็จ มีวิธีการมากมายที่จะทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตลอดเวลา อาจด้วยการยิ้มทักทายที่หน้าประตูทุกวัน ครูใหญ่ที่ดีจะเป็นผู้ที่ช่วยทำให้อารมณ์ไม่ดีของนักเรียนได้ลดน้อยลงไปในทุก ๆ สถานการณ์ การรู้ถึงซึ้งถึงชีวิตของนักเรียนบางคนสามรถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนด้วยที่เขารู้สึกว่า มีครูใหญ่อยู่เคียงข้าง



                การมีทัศนคติเชิงบวกของครูใหญ่ จะทำให้นักเรียนรักในสิ่งที่พวกเขาทำและเป็นการสร้างบรรยากาศให้กับคนที่อยู่รายรอบ ให้ทุกคนเข้าไปร่วมงานเพิ่มมากขึ้น เช่น

                                มีความยุติธรรมและเป็นเสมอต้นเสมอปลาย ครูใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ จะสร้างและบอกนโยบายของโรงเรียน ไม่มีอะไรที่จะทำให้ความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นได้เร็วเท่ากับการไม่คงเส้นคงวาในการแก้ปัญหาที่คล้าย ๆ กัน แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้น คนจะต้องมีความสงสัยในความไม่มีหลักมีเกณฑ์ ซึ่งจะต้องอธิบายให้กับคนที่ตั้งข้อสงสัยนั้นอยู่ไม่วาย

                                มีวิสัยทัศน์ ที่คิดใหญ่และคิดดี การศึกษาคือ การวิวัฒน์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ในทุกวันนี้จึงดูเหมือนว่ามันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ล่าสุดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการสอนให้เรียนรู้การสร้างนวัตกรรม เป็นสิ่งที่สำคัญในโรงเรียน การพัฒนาให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายนี้ นอกจากนักเรียนและครูมีจะความตื่นเต้นแล้วยังทำให้ครูใหญ่มีความภาคภูมิใจอีกด้วย

                การเป็นครูใหญ่ที่ดี เป็นสิ่งที่ท้าทาย ที่ต้องการความสามารถพิเศษที่หลากหลายและต้องเผชิญหน้ากับหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำให้มันประสบความสำเร็จ ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดและต้องใช้เวลามาก การให้ความสำคัญในจุดเน้นที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น จะสามารถทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามในแต่ละวันที่สิ้นสุดลง จุดประสงค์หลักของครูใหญ่คือ ต้องทำให้นักเรียนมีความสำเร็จในเรื่องวิชาการ เป็นผู้สุขภาพดีและมีความปลอดภัย

                คุณมีประสบการณ์อะไรที่ทำให้คุณเป็นครูใหญ่ที่เยี่ยมยุทธ กรุณาเล่าให้เราฟัง