วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

ผู้นำที่มีอิทธิพลจะให้ ความหวัง ความเมตตาและความจริงใจ (Resonant Leaders Create experiences of hope, compassion and mindfulness)

(ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis&espv)


                                 Richard Boyatzis, PhD. Case Western Reserve University: บรรยาย
                                                                   สุริยา เผือกพันธ์  : ถอดความแปลและเรียบเรียง
                                                                                 
คำสำคัญ : ความหวัง (Hope) ความเมตตากรุณา (Compassion) ความจริงใจ (Mindfulness) ผู้นำที่มีอิทธิพล (Resonant Leaders)

คำถามมีว่า “ผู้นำที่คุณคิดว่าควรจะเป็นหรือคนที่คุณจะร่วมงานด้วย เป็นคนอย่างไร หนึ่ง เป็นคนที่นำคุณไปพบสิ่งที่ดีที่สุด หรือ ทำให้คุณมีความรู้สึกยินดีที่จะร่วมงาน หรือ  เป็นคนที่คุณพยายามหลีกหลบ เป็นคนที่ทำให้ความปรารถนาดีของคุณสูญสลาย หรือเป็นคนที่จะช่วยให้องค์กรพ่ายแพ้ต่อผู้แข่งขัน”

เมื่อคุณอยู่รอบ ๆ พวกเขา คุณจะพูดและทำอะไร พวกเขาทำให้คุณและคนอื่น ๆ มีความรู้สึกอย่างไร

ประมาณ ร้อยละ 50 ของคนที่อยู่ในภาวะผู้นำ ไม่ได้ใช้ค่านิยมอย่างหนึ่งอย่างใดในการบริหาร
อีกร้อยละ 20 – 30 อาจใช้ค่านิยม ตามทัศนะของแต่ละคน
ค่านิยม (Values) เป็นวิธีการที่ผู้นำสามารถนำไปใช้ได้ เพราะร้อยละ 70 – 80 ของการจัดการ ทำให้บทบาทของพวกเขา นำไปสู่หน้าที่ที่เรียบร้อยยิ่งขึ้น
ภาวะผู้นำคือ ความมีปฏิสัมพันธ์
ภาวะผู้นำคือ ความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพล  การอยู่ในท่วงทำนองเดียวกันหรือช่วงความยาวคลื่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ


                   
                                         Richard Boyatzis, PhD. Case Western Reserve University

                     (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis&espv) 

ผมหวังว่าสิ่งที่เราพูดถึงกันอยู่นี้จะได้รับการตอบสนองจากคนอื่น ๆ ในเร็ววันนี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ นั่นเป็นเพราะว่า หนึ่งในหลายอย่างที่ผู้นำทำอย่างมีประสิทธิภาพหรือผู้นำที่มีอิทธิพล จะต้องทำคือ ช่วยให้เราเข้าใจบริบทของสิ่งที่เราทำ
พวกเขาก็รู้ว่าผู้ใหญ่ด้วยกันนั้น เราจะไม่เรียนรู้จนกว่าพากเราจะให้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ในบริบทของการทำงาน สิ่งที่ทำให้เป็นผู้นำทำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ องค์กรต้องมีจุดประสงค์
มันเป็นเหตุผลหนึ่งว่า  ทำไมคนที่เริ่มบริหารจัดการโดยการใช้เงินเป็นตัวตั้ง  จะไม่สร้างแรงบันดาลใจ และปกติจะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการบริหารจัดการของเขา มันมีความสับสนระหว่าง สิ่งที่เราทำคืออะไรและทำไมเราต้องทำ  จุดประสงค์และการวัด จะทำให้เรารู้ว่า มันดีอย่างไร

แต่หนึ่งในหลายสิ่ง  ที่ผมมีโอกาสไม่มากนักในเวลาที่ผ่านมา ในฐานะเป็น CEO ของบริษัทที่มีเทคโนโลยีต่ำ ได้ร่วมประชุมประจำปีของผู้จัดการยอดเยี่ยม ในฟิลาเดลเฟียจำนวน  350 คน  มันมีค่านิยมหลักที่ใช้กันในองค์กร  มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์ เพราะเขาพูดคำว่า ขอบคุณ สวัสดีครับ/ค่ะ  และเขาพูดเรื่องเมืองเล็ก ๆ ในนิวยอร์ค ในเมืองนั้น ปีที่แล้ว ได้ช่วยชีวิตคน 350 ชีวิต ดูแลรักษาคนป่วย 1800 คน ให้รอดด้วยการผ่าตัด มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้า พวกเขาไม่มี คนอีก  40 คนที่ทำงานเกี่ยวกับออกซิเจนและแก๊ส ในโรงพยาบาล เขายังกล่าวถึงเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกของเพนซิลวาเนียที่มีผู้คน พ่อแม่ ตื่นขึ้นในตอนเช้า ป้อนข้าวเด็ก ๆ แล้วแต่งตัว และพาพวกเขาไปโรงเรียน ส่วนตัวเองก็แต่งตัวออกไปทำงาน และมันจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าคนที่ทำงานด้านไฟฟ้าและแก๊สในท้องถิ่น 400 คนไม่ได้ทำงานของเขา ในฐานะที่เขาพูดถึงเรื่องนี้ คุณสามารถสร้างความรู้สึกบางอย่างขึ้นในห้องนี้แล้วเริ่มต้นทำที่นี่

และนั่น การเริ่มต้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าคนที่ผมกำลังนั่งและพูดถึงเรื่องนี้  ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการสร้างค่านิยมหลัก (Steam values) ผมจะสร้างค่านิยมหลัก มันเป็นจุดเริ่มของการกระทำ



                         (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis&espv)                             

ดังนั้น ในบริบทขององค์กร  มีจุดประสงค์ขององค์กร คือ วิสัยทัศน์ หรือภารกิจของวิสัยทัศน์ และมันจะฝังอยู่ในแรงบันดาลใจเสมอ ๆ มันเป็นบางสิ่งที่ใหญ่กว่าพวกเรา เป็นบางอย่างมีค่ามาก และเป็นบางสิ่งที่ทำให้เรามองไปข้างหน้าและกระตุ้นให้เรา เกิดความหวัง

คุณลักษณะอย่างที่ 2 ที่จะเป็นกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องที่เราพูดถึงอยู่นี้คือ สาระเกี่ยวกับความเชื่อใจและการเอาใจใส่ดูแล (Trust and Caring) เราเรียกว่า ความเมตตากรุณา (Compassion) พวกเราไม่ได้ใช้กันในสังคมทางตะวันตก หรือแม้แต่สังคมชาวพุทธ ใช้กับคนที่มีทุกข์ แต่เราใช้วิธีการทำบุญบริจาคกันมากกว่า การให้การดูแลเอาใจใส่บางคน ไม่ว่าคนที่มีทุกข์หรือสนุกสนาน หรือ คนที่พยายามจะเจริญเติบโดและพัฒนา ซึ่งไม่เพียงแค่เข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณต้องดูแลและทำบางสิ่งเพื่อพวกเขา

ลักษณะอย่างที่ 3 ที่เป็นหนึ่งในความมีปฏิสัมพันธ์เสมอคือ สิ่งที่เราเรียกว่า การดูแลเอาใจใส่ (Mindfulness) ที่เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่เราใช้กันในทุกวันนี้ และบางอย่างก็มาจากปรัชญาทางพุทธศาสนา ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรามักพูดกันด้วยภาษาง่าย ๆ ว่า ความจริงใจ

ในสภาพจริงที่บรรดาผู้นำปฏิบัติอยู่ พวกเขารู้และดูเหมือนว่าได้ทำ และมีความซื่อสัตย์อย่างสูงต่อหน้าที่นี้ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแรงบันดาลใจ แล้วคุณล่ะ
เมื่อคนออกจากสำนักงานของคุณหรือออกจากวงสนทนา พวกเขารู้สึกมีแรงบันดาลใจหรือไม่ ตื่นเต้นหรือไม่ ถ้าพวกเขาไม่ คุณก็ไม่ใช่ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ


                               
                                 (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=richard+boyatzis&espv) 


มายา แองเจลลู (Maya Angelou) กล่าวในวันสำเร็จการศึกษาที่ Case Western Reserve University เมื่อสองสามปีก่อนว่า
 “จากการสังเกตของผม ในอนาคตนี้ คนจะไม่จดจำสิ่งที่คุณพูด  สิ่งที่คุณทำ แต่พวกเขาจะจดจำ สิ่งที่คุณทำให้พวกเขามีความรู้สึกอย่างไร”  (It is my observation that in the future, they will not remember what you said, they will not remember what you did, but they will remember how you made them feel.)

นี่แหละคือ สิ่งที่จะมีผลต่อการเป็นผู้นำที่มีอิทธิพล (Resonant Leaders) ของเรา  

ในกระบวนการทั้งหมด หนึ่งในหลาย ๆ สิ่งที่ควรจะย้ำเตือนกันคือ มันเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว ในความมีปฏิสัมพันธ์ของพวกเรา เราสามารถมีผู้นำที่มีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็ยากมากที่พวกเขาจะรักษาสถานภาพนั้นไว้ได้ นอกเสียจากว่า คุณจะต้องใช้พลังงานอย่างมาก เพราะว่า เมื่อถึงเวลานั้น อาจจะทำให้คุณต้องออกไปเสียด้วย ในเวลาเดียวกัน

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่บ่อยครั้งอาจเกิดขึ้นได้คือ ผู้นำที่มีอิทธิพลยากที่จะรักษาสถานะไว้ได้ เพราะว่า มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เครียด คุณอาจนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นได้ มันดูพูดง่าย แต่ยากที่จะปฏิบัติ

ดังที่ผมได้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา



Richard Boyatzis, PhD. Inspiring Leadership through Emotional Intelligence. Case Western Reserve

 University. Courser, 2015.

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

ห้องนิ่งเงียบ (Classroom of Silence)




                                                                                                                                         
                         (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=Eleanore+Hargreaves)


                                                                                             สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


                “Clare talks to Dr. Eleanore Hargreaves : How do we learn ?” - University of London


เราทุกคนมีวิธีเรียนเหมือนกันหมดใช่ไหม ?

เป็นคำถามที่ชวนสงสัย ดร. อีลีนอร์ ฮาร์กรีพส์ (Eleanore Hargreaves) แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) อธิบายว่า มันขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายในการเรียนอย่างไร เรียนเพื่อให้มีความรู้จะเรียนด้วยการย่อยและดูดซับความรู้ จะเรียนรู้ทักษะก็ต้องลงมือทำและฝึกฝน เรียนเพื่อที่จะเข้าสังคมและเป็นคนมั่งมีก็มีวิธีของมัน เรื่องนี้องค์การยูเนสโก (UNESCO) กล่าวถึงจุดประสงค์ของการเรียนรู้ว่ามี 4 จุดประสงค์คือ เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อการมีชีวิตร่วมกันและเรียนเพื่อที่จะเป็น

ถ้าเราต้องการเรียนเพื่อการทำบางอย่าง อาจใช้วิธีการทำตามบางคนที่ทำสิ่งนั้นได้ดี โดยฝึกฝนทีละเล็กทีละน้อย เรียกว่า Apprentice model ซึ่งอาจต้องมีการจดจำข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับทักษะด้วย ถ้าต้องการเรียนรู้เพื่อการเป็นคนดี มีความเมตตากรุณา อาจต้องมีวิธีการแบบ Apprentice model มีการวิพากษ์วิจารณ์ เรียนรู้จากการอ่าน การประชุมร่วมกับคนเหล่านั้น ศึกษาประวัติของพวกเขา หรือผ่านกิจกรรมการสนทนากับคนที่อยู่รายรอบ ทำการค้นคว้าและสะท้อนความคิดเห็นจากการปฏิบัติของเราและการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องใช้ประกอบการเรียนรู้ในแนวนี้
ดังนั้น เมื่อเราเรียนรู้นั้น จะเรียนด้วยวิธีใดขึ้นอยู่กับว่า เรามีจุดประสงค์ในการเรียนรู้อย่างไร จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต่างกันทำให้มีการเรียนรู้ที่ต่างกัน เป็นเงื่อนไขเฉพาะที่จำเป็นของการเรียนรู้ และแน่ละมันอยู่ที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เราจะเรียนรู้ด้วย


           (ภาพจากhttps://www.google.co.th/search?q=Eleanore+Hargreaves)

ดังนั้นรูปแบบ (Model) แรก ถ้าเราอยากจะเรียนรู้การจดจำข้อมูลข่าวสาร เราต้องมีสถานที่ที่เงียบที่สุด ที่จะทำให้เรามีสมาธิและไม่มีใครมารบกวน ลักษณะนี้มันเป็นรูปแบบโดยทั่วไปที่เห็นได้ง่าย ๆ ห้องเรียนแบบนี้รัฐบาลหลายแห่งใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนรู้
แต่ถ้าเราอยากจะเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นอะไร หรือการมีชีวิตร่วมกับผู้อื่น แล้วใช้ห้องเรียนแบบที่ว่า เราจะมีความยากลำบากในการเรียนรู้เพื่อการบรรลุจุดประสงค์เหล่านั้น โดยเฉพาะถ้าเรามาจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน
อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้จุดประสงค์ของการเรียนรู้ทุกรูปแบบมาใช้เพื่อการเรียนรู้ น่าจะทำให้การเรียนรู้ได้ดีขึ้น
โดยทั่วไปเราจะเรียนรู้ได้ดีขึ้น เมื่อเรามีความสะดวกสบาย มีงานวิจัยในห้องเรียนชาวปาเลสไตน์ (Palestinian Classroom) 2 กรณีศึกษา พบว่า เมื่อนักเรียนรู้สึกหวาดกลัว (felt fearful) เป็นที่ประหลาดใจอย่างยิ่งว่า หลาย ๆ ครั้งเขาจะไม่เปิดใจรับการเรียนรู้ (their minds shut down)

ดังนั้น แม้ว่าเราจะเคยพยายามจดจำบางสิ่ง ถ้าอยู่ในภาวะความกลัว จะทำให้เรียนรู้ได้ไม่ดี แน่ละถ้าเราอยู่ใกล้คนที่น่ากลัว การเรียนรู้แบบใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นย่อมไม่ประสบความสำเร็จ แม้แต่การเยาะเย้ยถากถาง ซึ่งมีอยู่ในโลกของความเป็นจริง ก็ไม่ช่วยให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบการใช้ชีวิตร่วมกันและเรียนรู้เพื่อความรุ่งเรือง
โดยทั่วไปด้านหลักของห้องเรียนชอบความเงียบ (Value Silence) คนส่วนมากในห้องเรียนจึงเป็นคนเงียบ ๆ บางครั้งการทำตาม เชื่อฟังก็เป็นค่านิยมด้วย การวิพากษ์วิจารณ์ ความหลากหลาย การคิดด้วยตนเอง การสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เป็นข้อจำกัดของการเรียนในห้องเรียนแบบนี้

ในประเทศประชาธิปไตยก็มีห้องเรียนแบบนี้ แบบเผด็จการนิยม


         (ภาพจากhttps://www.google.co.th/search?q=Eleanore+Hargreaves)

มีทฤษฎีมากมายที่กล่าวถึงว่า ทำไมจึงมีห้องเรียนแบบนี้ คนที่เป็นรัฐบาลส่วนใหญ่มาจากคนในสังคมชั้นสูง พวกเขามีชีวิตที่มั่งคั่ง เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ทางการศึกษา ตัวอย่างมีให้เห็นในโรงเรียนระดับประถมศึกษาของรัฐบาลในบางประเทศ

ผู้นำมีจุดประสงค์ที่จะนำทั้งความคิดและนำชีวิตคนอื่น ๆ  ในระบบโรงเรียนของรัฐบาลที่ไม่ต้องจ่ายเงินมาก ทำให้คนมีความเชื่อว่า ความยากจนของประชาชนเป็นบาปติดตัวมาแต่กำเนิด (Inherently evil) พวกเขาต้องเชื่อฟังและทำตามคนชั้นสูง มันง่ายต่อการควบคุม ดังนั้น โลกแห่งละครหรือชีวิตจริงมันมีอยู่ในระบบโรงเรียน เรามีนักเรียนอย่างน้อย 30 คนต่อห้อง ในหลายประเทศก็เป็นเช่นนี้ จำนวนดังกล่าวมีมากเป็น 2 หรือ 3 เท่าต่อครู 1 คน

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ การบังคับให้เชื่อฟังและทำตามครู
ในที่สุด เราต้องกลับมาคิดใหม่ถึงรูปแบบทั้งหมดว่า ถ้าไม่อยากเป็นเผด็จการจะทำอย่างไร
แน่ละทุกคนเห็นด้วยที่การเรียนรู้จะต้องมีครู ที่มีอำนาจหน้าที่เป็นที่เคารพของนักเรียน แต่คำถามมีว่า หน้าที่ครูคืออะไร
หลาย ๆ กรณีต้องไปบังคับในสิ่งที่เด็กไม่เลือก โรงเรียนไม่ได้ถามนักเรียน เกี่ยวกับว่าเขาจะเรียนอะไรและอย่างไร ใครจะสอนพวกเขา

กฎเกณฑ์ ความชอบ การสุ่มถาม ความมีอิสระของครู เหล่านี้ เป็นอำนาจหน้าที่ของครู ที่จะทำให้ห้องเรียนแบบเผด็จการลดลงไป อำนาจหน้าที่นี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ในทางกฎหมาย แต่เป็นอำนาจหน้าที่ทางสำนึกในวิชาชีพ ทักษะความชำนาญต่าง ๆ ของครู
ขณะเดียวกัน นักเรียนก็ต้องมีการพัฒนาอำนาจหน้าที่ของเขาควบคู่ไปด้วย มีคำที่เหมือนกันที่น่าสนใจมากคือ อำนาจหน้าที่ (Authority) กับความมีอำนาจหน้าที่ (Authorship)

ถ้าเราพัฒนานักเรียนให้พวกเขามีความมีหน้าที่ อำนาจหน้าที่นั้นจะมาถ่วงดุลกับอำนาจหน้าที่ของครูอีกทางหนึ่ง


ปล. Dr. Clare Brooks อาจารย์ผู้สอนในรายวิชา Education in the Future : University of London


วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือความยากจน



                                                                                                                                      สุริยา เผือกพันธ์ :  เขียน

                ใคร ๆ ก็รังเกียจความยากจน !!!!!
              ความยากจนน่าสนใจตรงไหน ????

              
               ป้ายโฆษณา 3 จีถูกแปะติดไว้บนเสาไฟฟ้าที่ยืนเรียงต้นเป็นระยะ ๆ แนบชิดกับถนนคอนกรีตที่มีพื้นผิวเรี่ยลาดด้วยมูลโคกระบือกระจัดกระจายไปตลอดเส้นทาง ทั้งสัญญาณ 3 จีและถนนคอนกรีตต่างมุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน แล้วแตกตัวเป็นแขนงชอนไชเข้าสู่ครัวเรือน ฝูงโคกระบือถูกต้อนจากไร่นา ปลดแอกคันไถ ละทิ้งการหว่านดำ แล้วเดินดุ่มไต่ราวไม้ขึ้นไปกักขังตัวเองไว้บนท้ายรถกระบะมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง.......... นี่คือวิถีหมู่บ้านในวันนี้

                ในปี พ.ศ. 2554 ยังมีคนจนถึงประมาณ 8.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ประมาณ 3.4 ล้านคนอยู่ในภาคอีสานและหากนับรวมกลุ่มคนใกล้จนก็จะมีมากกว่านี้ ความยากจนทำให้เห็นความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นในสังคมไทย


                                                  "ฝูงโคกระบือถูกต้อนจากไร่นาไปสู่เมือง"

                การแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันในเมืองไทยที่มีสูงในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะประเทศอื่นที่เคยมีปัญหาเหมือนเราหรือยิ่งกว่าเราก็ยังแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ด้วยการช่วยให้ชาวบ้านมีทักษะวิชาชีพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น

ในปากีสถานมูฮัมหมัด ฮัดสัน (Muhammad Hassan) วัย 29 ปี สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของคนยากจน ด้วยการให้ความรู้และการให้บริการแหล่งเงินทุนขนาดเล็ก หลังจากร่วมกับธนาคาร Khushhali จำกัด ในเดือนมิถุนายน 2004 ได้เป็นเจ้าหน้าที่ให้บริการลูกค้า ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งเงินทุนขนาดเล็กของธนาคาร ตามยุทธศาสตร์การลดความยากจนของปากีสถาน ในปี 2000

“ความแตกต่างของแหล่งเงินทุนขนาดเล็กเกิดจากความต้องการที่แตกต่างกัน” เขาพูดอย่างมั่นใจ เมื่อย้อนถึงปู่ของเขาที่เป็นชาวนานยากจนเขากล่าวว่า “ผมสามารถช่วยเหลือปู่ของผมด้วยแหล่งเงินทุนนี้ได้ ถ้าเดี๋ยวนี้เขายังมีชีวิตอยู่ ผมต้องการช่วยเหลือชาวนาเล็ก ๆ คนค้าขาย ให้ทักษะกับคนที่ยังไม่มีธุรกิจ ผมเต็มใจที่จะทำงานเพื่อครอบครัวของพวกเขา”
จากการช่วยเหลือของ MFToT (Microfinance Training of Trainers) ฮุดสันได้ทำความฝันของประชาชนให้เป็นจริงและมีชีวิตที่ดีขึ้น “ผมต้องการทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมสามารถที่จะให้ความรู้เหล่านี้ ผมต้องการให้ความรู้ไปทำให้ความยากจนลดลง แหล่งเงินทุนขนาดเล็กได้เปลี่ยนแปลงชีวิตคน มีคนจนเป็นล้านคนในปากีสถานและคนนับล้านมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเพียงวันละหนึ่งดอลล่าร์ แหล่งเงินทุนขนาดเล็กได้ส่งผลสะเทือนที่ยิ่งใหญ่ต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ผมพยายามให้บริการเป็นพิเศษเพื่อคนที่จนมาก ๆ โดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน


          "Muhammad Hassan"  (ภาพจาก http://www.jointokyo.org/en/news/category/C198/P12)


ในมองโกเลีย ที่บ้านของเจงจิส ข่าน (Genghis Khan) แถบทะเลทรายโกบี แถบภูเขาและที่ราบ แหล่งเงินทุนขนาดเล็กมีความหมายที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะสำหรับเนอกุย สนาแดกแจพ (Nergui Snadagjav) ที่ได้เห็นความจริงว่า ประเทศที่มีประชากรมากหนึ่งในห้าของโลกมีรายได้ต่อวันเพียง 1.25 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน เธอได้แสดงบทบาทที่ขยันขันแข็งที่จะทำให้ชาวมองโกเลียได้ทำความฝันของพวกเขาเป็นจริง

เธอเริ่มอาชีพของเธอด้วยการทำงานเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนขนาดเล็กที่เป็นงานพิเศษ ตามโครงการลดความยากจนแห่งชาติมองโกเลีย โดยได้เงินทุนสนับสนุนจากธนาคารโลกในปี 1996 ตั้งแต่นั้นมา เธอได้ทำงานพัฒนาในพื้นที่ตามนโยบายการให้สินเชื่อและให้การอบรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐจากส่วนกลางและตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์ที่ปฏิบัติตามนโยบายบริการแหล่งเงินทุนขนาดเล็ก จากโครงการนี้เธอได้ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร MFToT ในปี 2005
                “ฉันดีใจมากที่ได้เรียนในหลักสูตรนี้ มันเป็นความคาดหวังของฉันและเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการเรียนหลักสูตรออนไลน์” สำหรับเธอผลลัพธ์มีค่ามหาศาลมาก มันได้ขยายเครือข่ายในวิชาชีพไปทั่วโลกและเป็นการเพิ่มโอกาสในการเริ่มต้นร่วมงานกับแหล่งเงินทุนต่าง ๆ เธอพูดว่า MFToT ได้เพิ่มพูนความรู้ให้เธอด้วยการเรียนรู้ทางไกลและการสอนแบบผสมผสาน

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2009 เธอได้ร่วมงานกับเพื่อนบางคนก่อตั้ง NGO ขึ้นมาเรียกว่า TERI (Training, Evaluation, Research Institute)
 “เราต้องการพัฒนาคุณภาพการอบรม การประเมินผลและการวิจัยเกี่ยวกับการลดความยากจนให้สูงขึ้นและยั่งยืน” เธอกล่าว “เราต้องการขยายความเข้าใจให้ลึกมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุของความยากจนและความไม่เพียงพอและยุทธวิธีการให้ความรู้นี้จะทำให้เกิดความสำเร็จได้”

ทีมงานของเธอได้จัดทำสื่อและอุปกรณ์การอบรมหลักสูตร MFToT ในพื้นที่ของมองโกเลีย พวกเธอเพิ่งเสร็จจากการบันทึกเสียงลงใน CD-ROM เรียกว่า MFToT6. ซึ่งจะใช้ในการอบรมครั้งหน้า ชุดการเรียนที่เสร็จแต่ละครั้ง พวกเธอจะบรรจุลงเป็นหลักสูตรวิชาเลือก (Elective Course) ในมหาวิทยาลัยมองโกเลีย
   “ฉันหวังว่า จะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นโดยใช้ภาษาท้องถิ่น ทั้งผู้ใช้เงินทุนและนักเรียนที่เรียนและทำให้พวกเขาสามารถใช้สื่ออุปกรณ์ด้วยภาษาของพวกเขาเอง”


               "Nergui Snadagiav " (ภาพจาก Tokyo Development Learning Center) 

สำหรับในเมืองไทยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ได้กำหนดวิธีการลดความยากจน (Eradication of Poverty) ไว้ด้วยเงื่อนไข 2 ประการคือ การฝึกทักษะวิชาชีพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดเล็กในหมู่บ้าน โดยมีองค์ประกอบสนับสนุน 3 ประการคือ การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาที่เรียกว่า School – Based Integrated Rural Development (S-BIRD) กิจกรรมทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้านหรือ Village Development Partnership (VDP) 


           "ทีม Micro finance Training of Trainers ของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน"


 หมู่บ้านในวันนี้....บางครัวเรือนอยู่ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว  มีแม่บ้านและผู้เฒ่ากำลังสร้างงาน
“มันบ่มีตลาดครูเอ้ย เฮ็ดไปงั้นแหละ” ชาวบ้านคนหนึ่งรำพึงระหว่างนั่งกรอเส้นใหม
“ทอผ้าก็ไม่ได้ไปขายที่ไหน เอาไว้ใช้เอง ถ้ามีคนอยากได้ก็ขายเหมือนกัน” อีกคนกล่าวเสริม
             “บ่ได้ขายทุกวัน อันละร้อยห้าสิบ พอได้ซื้อยากิน” พ่อใหญ่คนหนึ่งพูด ขณะที่ก้มหน้าสานกระแตง



          "ทีมครูและนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาเข้าหมู่บ้านศึกษาเรียนรู้ชุมชน"

                “ปัญหาในเมืองไทยขณะนี้คือ เรามีสินค้าและบริการสาธารณะไม่เพียงพอ เช่น โรงเรียนคุณภาพดี ถนนดี โรงพยาบาลดี ฯลฯ เป็นต้น การศึกษาเป็นบริการสาธารณะ เยาวชนไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตน เพื่อที่จะมีอาชีพที่ให้รายได้ดี เพราะขาดการศึกษาหรือได้รับการศึกษาที่ด้อยคุณภาพในขณะเดียวกันประชาชนระดับล่างขาดความสามารถและโอกาสทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาและทักษะความชำนาญที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมข่าวสาร”

                ถ้อยความสรุปข้างต้นได้จากงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อการชำแหละความมั่งคั่ง ตีแผ่โครงสร้างอำนาจ สู้วิถีการปฏิรูปสู่สังคมไทยเสมอหน้าของผาสุก พงษ์ไพจิตร(2557)  ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                การเข้าใจความยากจนเพียงระดับความรู้สึกไม่เพียงพอ แต่ต้องเรียนรู้ให้ลึกไปถึงระดับเหตุผล ภาวการณ์ขาดแคลนทักษะแรงงาน ได้กลายเป็นปัญหาในประเทศไทย การเสริมทักษะการทำงานและสร้างนวัตกรรม จะช่วยเพิ่มรายได้และลดความยากจนได้

                สำหรับโรงเรียนแล้ว ความยากจนจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดของนักเรียน


               

                

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การศึกษาแบบไล่หมาให้แน !!!!


                                                                                                    
                                                                                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

ไล่หมาให้แน !!!!!

เสียงประกาศตามสายจากวิไล สุดสายเนตรผู้ใหญ่บ้านยางหมู่ 2 ดังก้องไปทั้งหมู่บ้าน
หลังการแนะนำตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่จากนักเรียนและครูโรงเรียนมีชัยพัฒนา จำนวน 23 คนในเช้าวันที่ 25 สิงหาคม 2558 สิ้นสุดลง

“มื้อนี้ คณะนักเรียนโรงเรียนมีชัยจะมาศึกษาหมู่บ้าน เก็บข้อมูลในหมู่บ้านของเรา จึงขอแจ้งให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เห็นนักเรียนเดินไปทางไหนก็ไล่หมาให้แน (ให้ด้วย)”




“ผู้ใหญ่วิไล สุดสายเนตร กำลังพูดคุยและแนะนำแหล่งข้อมูลในหมู่บ้าน”


ผู้ใหญ่วิไล สุดสายเนตรให้การต้อนรับคณะนักเรียนและครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาที่เรียนในรายวิชานักพัฒนาสังคมด้วยท่าทางกระตือรือร้น การศึกษาชุมชนเป็นกิจกรรมหนึ่งของรายวิชาดังกล่าว และในวันนี้ยึดเอาบ้านยางหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านยาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้

แนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแนวทางนี้ เรียกว่าเป็นการสอนเพื่อการปฏิรูปสังคม (Social Reform) คือ การมองหาสังคมที่ดีกว่า (Seeking a Better Society) เป็นแนวคิดของแดน แพร็ตต์ (Dan Pratt, 1998) ที่ได้ศึกษาการสอนของครูที่สอนผู้ใหญ่จำนวน 253 คนใน 5 ประเทศ พบว่า มีการใช้วิธีการสอนต่าง ๆ กัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งสรุปได้ 5 แนวทางกล่าวคือ การถ่ายทอดจะได้ผลดีเมื่อต้องการเน้นเนื้อหาสาระ (Effective Delivery of Content) วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Objectivist approach การฝึกงานเป็นการสอนเพื่อต้องการให้คนทำเป็น (Modeling ways of Being) เรียนรู้ด้วยการกระทำภายใต้คำแนะนำของผู้รู้ การสอนคนให้พัฒนาตน (Cultivating ways of Thinking) ใช้การสอนแบบสรรค์สร้างนิยม การสร้างตนด้วยตนเอง (Facilitating Self –  Efficacy) ใช้การเรียนรู้ในโลกออนไลน์และการมองหาสังคมที่ดีกว่าใช้การสอนเพื่อการปฏิรูปสังคม




                     “คณะครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาในฐานะครูนักปฏิรูปสังคม”

บรรดาครูทั้งหลายที่สอนโดยใช้แนวคิดปฏิรูปสังคมเพื่อสังคมที่ดีกว่า เชื่อว่าที่สุดแล้วการสอนของพวกเขาจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมเป็นคำตอบสุดท้าย  สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนเชื่อว่า การใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาชนบท (S-BIRD) แล้วสร้างหลักสูตรเพื่อใช้เรียนใช้สอนให้มีลักษณะเฉพาะผ่านรายวิชาธุรกิจเพื่อสังคมและรายวิชานักพัฒนาสังคม อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะทำให้ความยากจนของคนในชนบทลดลงได้ เอกลักษณ์การสอนของครูเหล่านี้นำไปสู่การสร้างมุมมองและประโยชน์ที่มองเห็นได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกัน อาจนำไปสู่การสร้างวิสัยทัศน์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย
ครูที่เป็นนักปฏิรูปสังคมไม่ได้สอนให้ผู้เรียนเห็นวิธีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพียงมิติเดียว แต่จะทำให้ผู้เรียนมองเห็นวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งโดยทั่วไปปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่สังคมนั้น ๆ ต้องการเป็นการเฉพาะ และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้กระทำการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีกว่า
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ถ้าถือเอาความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ (Epistemology) มาพิจารณาเพื่อให้เห็นทฤษฎีการสอนแล้ว การเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ไม่ได้เริมต้นจากทฤษฎี กลับเป็นการลงไปแสวงหาวิธีการด้วยตนเองของผู้เรียน เพราะครูนักปฏิรูปสังคมจะรู้เองว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมในสถานการณ์ที่เป็นจริงนั้น



 “นักเรียนนำข้อค้นพบจากการลงพื้นที่มาแลกเปลี่ยนกันเพื่อสร้างองค์ความรู้แบบแฝงภายในตน (Tacit Knowledge)

โรงเรียนมีชัยพัฒนา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในรายวิชาธุรกิจเพื่อสังคมและรายวิชานักพัฒนาสังคม โดยหวังว่าจะเป็นพื้นฐานในการเป็นผู้ประกอบการสังคมในอนาคตด้วยการฝึกทักษะการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม การประกอบสัมมาชีพ การสร้างรายได้ที่เกื้อกูลต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและโลก นอกจากนี้ ยังเรียนรู้การสร้างสรรค์และการพัฒนาสังคมด้วย

การลงพื้นที่ศึกษาชุมชนเป็นการเรียนรู้ผ่านศิลปะและประสบการณ์ตรง (Artistic and Experiential Learning) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำตนเองเข้าสู่การลงมือสร้างสรรค์งานเชิงศิลปะหรือการปฏิบัติกิจต่าง ๆ ในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งสามารถสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านใหม่ ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ วิธีคิดและการมองโลกในแง่มุมที่แตกต่างไปจากเดิม วิธีการเรียนรู้เช่นนี้ จะเอื้อให้ผู้เรียนตระหนักต่อความรู้ที่แฝงอยู่ภายในตน (Tacit Knowledge) และสามารถระบุ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อโจทย์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม (สถาบันอาศรมศิลป์ : 2555)

“เฮ็ดพอได้ซื้อยากิน...เฮ็ดอย่างอื่นไม่มีแรงแล้ว ได้นั่งทำอันนี้ (สานกระแตง) ก็พอทำได้อยู่” พ่อใหญ่โฮม ตาชูชาติ วัย 80 บอกเหตุผลในสิ่งที่พ่อใหญ่ทำอยู่
“สองสามมื้อจะได้อันหนึ่ง ราคาร้อยห้าสิบ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำแล้ว พ่อทำมาตั้งแต่อยู่ชั้น ป. 4” พ่อใหญ่เล่าความหลัง
“เค้าไปหาที่ตลาดกันหมด” พ่อใหญ่สรุป




                      “พ่อใหญ่โฮม ตาชูชาติ วัย 80 ผู้สืบทอดมรดกของชุมชน”

“วันนี้ออกไปเก็บข้อมูลปัญหาของชุมชน ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง” ณัฐริกา งามนวล” นักเรียนชั้นม. 4 หนึ่งในหลายคนที่ออกมาเรียนรู้ชุมชน
“รู้สึกดีใจ ไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน เย็นนี้จะไปช่วยยายเลี้ยงหม่อนไหม และเมื่อเช้านี้ยังได้ช่วยทำความสะอาดวัดอีกด้วย” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ




                                          “ณัฐริกา งามนวล” นักเรียนชั้นม. 4 “

บางบทตอน ของข้อสรุปหลักสูตรสถาบันอาศรมศิลป์ระบุว่า ถ้าระบบการศึกษาสามารถสร้างคนให้เป็นผู้ประกอบการ เป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้คิด ริเริ่ม พัฒนา ต่อยอดผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาและทุนทางสังคมในท้องถิ่นหรือการพัฒนาระบบกสิกรรมธรรมชาติจากเรือกสวนไร่นา ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ หากผู้เรียนสามารถทำได้เช่นนี้ ย่อมมีค่ากว่าคะแนนในแต่ละรายวิชาและปริญญาบัตร ซึ่งสุดท้ายเมื่อจบการศึกษาแล้ว ไม่รู้จะเอาปริญญาบัตรไปทำอะไร แต่ถ้าพวกเขาสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง มีรายได้ มีความพออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ นี้จะเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าใบปริญญาเป็นไหน ๆ

ไล่หมาให้แน !!!!!
เสียงประกาศตามสายจากวิไล สุดสายเนตรผู้ใหญ่บ้านยางหมู่ 2 ดังก้องไปทั้งหมู่บ้าน