วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โรงเรียนชายขอบ : ยิ่งสายยิ่งหิว


                                                                                                                  สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


                เครื่องยนต์กระหึ่มดังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กระตุ๊กล้อให้ขับเคลื่อนไปยังจุดนัดหมาย

                หกโมงเช้าที่ 17 สิงหาคม 2558 พบกันที่ สพป.บร 3 นางรอง ศน. (นาง) ภัครพร เรือโป๊ะ ไลน์บอกทุกคน
                แต่ที่นี่เป็นเพียงการนัดหมายกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีต้นทางอยู่ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ การรวมพลใหญ่อยู่ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. โนนดินแดง ที่นั่น 7 นาฬิกาทุกคนต้องพร้อม
                พวกเรารวมกันได้เป็นกลุ่มใหญ่ กว่าร้อยชีวิต ประกอบด้วยครู นักเรียนและผู้บริหารจากโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 ที่นำทีมโดย ผอ.คำปุ่น บุญเชิญ ผู้อำนายการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 3


           “ผอ.คำปุ่น บุญเชิญ ผู้อำนายการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์เขต 3”

                เมื่อทุกคนพร้อมขบวนรถยนต์ได้เคลื่อนตัวมุ่งสู่ จุดผ่อนปรนบ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว พวกเรามีเป้าหมายข้ามแดนไทย-กัมพูชา สู่โรงเรียนทมอโรมิล (Thmor Romeal School )อำเภอทมอพวก จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนชายขอบไทย-กัมพูชา โดยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๓ ๑๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๘  จำนวน 5 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนในประเทศไทยคือ โรงเรียนอนุบาลโนนดินแดง โรงเรียนบ้านผไทรวมพล โรงเรียนบ้านราดรักแดน โรงเรียนบ้านแท่นทับไทยและโรงเรียนบ้าน   บาระแนะ โดยมีโรงเรียนคู่ขนานในกัมพูชาประกอบด้วย โรงเรียนทมอโรมิล (Thmor Romeal School )โรงเรียนปราสาทตะแบง (Prasat Tabang School) และโรงเรียนดงแรก (Dongrek School) ทั้งหมดอยู่ในอำเภอทมอพวก จังหวัดบันเตียเมียนเจย



                   “ภัครพร เรือโป๊ะ (นาง) ศึกษานิเทศ สพป.บุรีรัมย์เขต 3 ผู้ประสานงานโครงการ”

                จังหวัดบันเตียเมียนเจย เรียกเป็นภาษาไทยว่า จังหวัดบ้านมีชัยหรือบันทายมีชัย มีเมืองศรีโสภณ เป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา พื้นที่ติดกับจังหวัดสระแก้ว ประตูผ่านเข้าสู่บ้านมีชัยคือ ปอยเปต ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและนักเสี่ยงโชคเดินทางเข้าออกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจดูคึกคัก เพราะมีการจับจ่ายใช้สอย มีการค้าขายแลกเปลี่ยน จนกลายเป็นตลาดชายแดนสำหรับที่คนไทยและคนต่างประเทศไปใช้บริการกันอึกทึก นอกจากนี้ยังมีรถโดยสาร รถประจำทาง และรถแท็กซี่ไว้บริการเป็นจำนวนมาก
                แต่การเดินทางของพวกเราครั้งนี้มุ่งหน้าสู่กัมพูชาโดยผ่าน จุดผ่อนปรนบ้านตาพระยา ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากด่านศุลกากรอรัญประเทศ ประมาณ 57 กิโลเมตร มีบ้านบึงตากวน อำเภอทมอพวก จังหวัดบันเตียเมียนเจยอยู่ตรงกันข้าม ที่นี่มีด่านศุลกากรบึงตากวน ดูแลคนเข้าออกข้ามแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.


                             “บริเวณจุดผ่อนปรนบ้านตาพระยา สถานที่ลงนามข้อตกลง (MOU)”

                คณะของพวกเราถึงจุดผ่อนปรนตาพระยาเวลาประมาณ 10.00 น. ขบวนรถจอดต่อกันเป็นแถวยาวเหยียด เพื่อให้ตำรวจ ตชด. ได้ตรวจนับและตรวจสอบความปลอดภัย
                แต่การจอดครั้งนี้กินเวลายาวนานไปถึงเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่อนปรนยังไม่อนุญาตให้ข้ามแดนไปได้
                ในที่สุดคณะเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานได้กลับออกมาแจ้งข่าวว่า คณะของเราไม่สามารถข้ามไปทำกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดไว้ได้ แต่ได้เชิญผู้บริหารและครูโรงเรียนคู่ขนานในกัมพูชาข้ามแดนมายังฝั่งไทยเพื่อร่วมลงนาม โดยใช้สถานที่ของหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12
                อีกไม่นานแพรค วารินนายอำเภอทมอพวกและคณะก็เดินทางมาถึง ตามติดด้วยคณะของสเดิง ตงอึงรองหัวหน้าสำนักงานการศึกษาเยาวชนและกีฬา จังหวัดบันเตียเมียนเจยและท้ายสุดเป็นคณะผู้อำนวยการและครูจากโรงเรียนคู่ขนาน 5 โรงเรียนเดินทางมาเพิ่มจนครบจำนวน พิธีการจึงได้เริ่มขึ้น



“พิธีลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างโรงเรียนคู่ขนานไทย-กัมพูชาที่หน่วยงานเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12.”

                “การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและในฐานะสมาชิกสมาคมอาเซียน ที่จะเปิดประเทศในปี 2015 นี้ มีความต้องการให้ลูกหลานตามแนวชายแดนได้เรียนรู้ภาษาด้วยกัน ในโรงเรียนในเขตพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ที่มีพื้นที่บริการและรับผิดชอบอยู่ ประกอบด้วย ละหานทราย โนนดินแดงและปะคำ ต้องการให้นักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ พูดภาษาเขมรได้ จึงประสานให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาทำความตกลง MOU กัน” นายคำปุ่น บุญเชิญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่การทำความตกลงร่วมกัน
                “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือของเราจะส่งเสริมการศึกษาของทั้ง 2 ประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป” นายคำปุ่น บุญเชิญ กล่าวทิ้งท้าย
                “เรียนท่านคำปุ่น และคณะจากประเทศไทยทุกท่าน ความจริงแล้วประเทศไทยและกัมพูชาเคยมีความตกลงกันมาก่อนตั้งแต่วันที่ 11 – 12 กรกฎาคม 2012 ระหว่างจังหวัดบันเตียเมียนเจยและจังหวัดสระแก้ว จากนั้นก็มีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา เป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องการศึกษา วัฒนธรรม เช่น ศิลปะการแสดงของทั้งสองประเทศ ลูกเสือ เนตรนารี จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างดีทั้งเขต 1 และเขต 2 ระหว่างไทยกับกัมพูชา” สเดิง ตงอึง รองหัวหน้าสำนักงานการศึกษาเยาวชนและกีฬา จังหวัดบันเตียเมียน  เจย กล่าว

       

      “สเดิง ตงอึง รองหัวหน้าสำนักงานการศึกษาเยาวชนและกีฬา จังหวัดบันเตียเมียน  เจย”

                “การศึกษาของบันเตียเมียนเจยเพิ่งแยกตัวมากจากพระตะบองเพียง 10 ปี เพราะฉะนั้นทางจังหวัดจะมีปัญหา เช่น อาคารเรียน ครูอาจารย์ เราไม่มีครูที่เป็นข้าราชการ มีแต่ครูอัตราจ้างเป็นส่วนมาก” สเดิง ตงอึงบอกเล่าถึงปัญหาของโรงเรียนในจังหวัดของเขา
                “วันนี้เป็นเรื่องที่โชคดีมาก ที่มีความสัมพันธ์กันทั้งสองประเทศ กับบุรีรัมย์ หวังว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจะเหนียวแน่นเป็นนิรันดร์ เพราะอยู่ติดกันอยู่แล้ว” สเดิง ตงอึงกล่าวย้ำความสัมพันธ์
                “วันนี้เป็นนิมิตรหมายอันดีระหว่าง 2 อำเภอ 2 จังหวัด 2 ประเทศ ที่จะได้สืบสานระหว่าง 2 ประเทศที่มีกันมายาวนาน ในโอกาสการรวมกันเป็น ASEAN นี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์เราเหนียวแน่นยิ่งขึ้น หวังว่าหลังจากนี้ไป จะทำให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นในเรื่องของการศึกษา ในส่วนของพื้นที่ระหว่างอำเภอกับอำเภอได้มีการพบปะกันเป็นประจำอยู่แล้ว คิดว่าในอนาคตจะใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะที่บ้านบาระแนะ ที่ช่องบาระแนะ” นายชัยวัฒน์ ชัยเวชพิสิฐ นายอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์กล่าวแสดงความรู้สึก



                             “นายชัยวัฒน์ ชัยเวชพิสิฐ นายอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์”

                “ยิ่งสายยิ่งหิว”  แพรค วาริน นายอำเภอทมอพวก ขึ้นต้นคำคม
                “มีความยินดีและภาคภูมิใจที่มาลงนามในวันนี้ ขออภัยที่ ผอ.บางโรงเรียนไม่ได้มา การลงนามนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขอชื่นชมระบบการศึกษาของอำเภอละหานทรายที่มีความเจริญ ถ้าเทียบกับโรงเรียนชายแดนกัมพูชา จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากระบบการศึกษาขาดแคลน โดยเฉพาะครู อุปกรณ์การศึกษา ทำให้เราได้เห็นชัดว่าการศึกษาทั้ง  2 ประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก เราเข้าอาเซียนแล้ว จึงต้องมีความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น นอกเหนือจากการไปมาหาสู่กันในการทำมาหากิน การค้าขาย ก็จะมีการเชื่อมกันทางด้านวัฒนธรรมและการศึกษา เช่น เดียวกันการป้องกันอาชญากรรมของทั้ง 2 ประเทศ การศึกษานี้สำคัญอย่างยิ่ง เราจะได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนภาษาของกันและกันมากยิ่งขึ้น หวังว่าอนาคตของเราจะแนบแน่น ขออวยพรให้มีอายุ วรรณะ สุข พละยิ่ง ๆ ขึ้นไป” แพรค วารินจบด้วยคำอวยพร



                                                           “แพรค วาริน นายอำเภอทมอพวก”

                หลังพิธีลงนามและการสัมผัสมือที่เป็นเครื่องหมายแสดงความยินดีและมีสัมพันธภาพไมตรีต่อกันจบลง ข้าวห่อได้ถูกนำมาทยอยแจกผู้คนในงานอันทรงคุณค่านี้  ความเป็นพี่น้องได้กระชับยิ่งขึ้นในวงข้าวอันเรียบง่าย เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ในอ้อมกอดของภูผาและโขดหินของ หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 แห่งนั้น

                ยิ่งสายยิ่งหิว คำสำคัญของแพรก วารินยังก้องอยู่ในใจ

                

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แสงตะวันฉาบฉายที่โรงเรียนไม้ไผ่





                                                                                       สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


เวลาช่วงหนึ่งสัปดาห์ ผ่านไปรวดเร็วราวกับงานพลิกหน้าหนังสือ
            เช้านี้.....เป็นวันกล่าวคำลา
            “ผมอยากมาที่นี่อีกครั้ง ผมอยากมาหาพี่การ์ตูน พี่เมล์และทุกคน ถ้าผมขึ้น ม. 1 ผมจะมาเรียนที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา” เฟส- นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนชุมชนบ้านแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีกล่าว
            “หนูได้ความรู้มากมายเกี่ยวกับฟาร์มขจัดความยากจนและธุรกิจที่เป็นรายได้ในเวลาเรียน” นุช โดรนียานา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศึกษาศาสตร์อิสลาม จังหวัดนราธิวาส กล่าวเป็นคนต่อมา
            ในทำนองเดียวกัน รูสมี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเดียวกันก็กล่าวว่า “มาที่นี่ทำให้หนูได้ความรู้มากมายและได้รู้จักการทำธุรกิจด้วยตนเอง”
             ......................................................................................
            หลังการกลับไปของสุรัยยา ดอเลาะและเพื่อนได้ไม่นาน ในฐานะหัวหน้าคณะสำรวจเส้นทางจากแดนใต้สู่อีสาน ของสำนักประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คณะครูและนักเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มาถึง โรงเรียนมีชัยพัฒนา
 เพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการวิสาหกิจโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของโรงเรียนต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน



“สุรัยยา ดอเลาะผู้ประสานงานสำนักประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี”

            ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ดำเนินการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนัยของพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในมาตรา ๙ (๑๐) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ โดยมีกลุ่มเยาวชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติงาน เนื่องจากเยาวชนมีบทบาทและพลังในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา การพัฒนาและการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะแกนนำเยาวชนที่มีศักยภาพที่เป็นแกนกลางการประสาน นำไปสู่การรวมตัวกันของเยาวชนในพื้นที่เพื่อสร้างพลังงานการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต



“ เฟส- นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนชุมชนบ้านแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี”

                นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเด็กและเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยและการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ดีกว่า ได้หารือร่วมกับเลขาธิการ ศอ.บต. แม่ทัพภาคที่ ๔ และผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องภายในห้องรับรองของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า โดยที่ประชุมเห็นชอบที่จะมีการนำเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ร่วมกับคณะครูและผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนกลุ่มเป้าหมายอื่นที่มีศักยภาพและสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การรวมกลุ่มวิสาหกิจสถานศึกษาและวิสาหกิจชุมชนตลอดจนการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศไทย



“นุช โดรนียานา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศึกษาศาสตร์อิสลาม จังหวัดนราธิวาส”

                นายมีชัยฯ เสนอความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ ศอ.บต. ในลักษณะโครงการนำร่อง (Pilot Project) ที่ต้องการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความพร้อมสู่การเป็น “โรงเรียนเพื่อการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม” ตามแบบของโรงเรียนมีชัยพัฒนา หรือโรงเรียนไม้ไผ่ ที่มีความสำเร็จและเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมด้านการปฏิรูปไทยและสังคมในอนาคต มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว (ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม)  รวมทั้ง การปลูกฝังการเป็นพลเมืองที่ดีและการฝึกทำธุรกิจบนหลักของความเสมอภาค ยุติธรรม เคารพธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก เพื่อนำแบบอย่างการจัดการเรียนการสอน ไปประยุกต์ในโรงเรียนของตนเองต่อไป


                                           “เรียนรู้การสาธิตการประกอบรางไฮโดรโปนิคส์”

                สำนักประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี (สปส.)ซึ่งเป็นส่วนงานภายใน ศอ.บต. มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการประสานงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนมีส่วนรร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนาคุณภาพของประชาชนให้สอดคล้องต่อวิถีชีวิต พหุวัฒนธรรม ความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างพื้นที่ บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุยและแสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี และร่วมมือ – ร่วมใจกันพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่ความเจริญ พิจารณาเห็นว่า การสร้างโอกาสให้กับสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน บุคลากรสถานศึกษาและผู้นำกลุ่มต่างๆที่มีศักยภาพในการร่วมเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปจังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิรูปประเทศไทยและสังคมในอนาคต จึงเห็นควรดำเนินการจัด “โครงการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการวิสาหกิจโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของโรงเรียนต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ ” 


                                          “การศึกษาดูงานในโรงเรียนโครงการ School-BIRD”
           
                โดยมีโรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นโรงเรียนตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วย
                การฝึกปฏิบัติด้านการเกษตรของโรงเรียน “ฟาร์มขจัดความยากจน” 5 ฐานได้แก่ 1) เพาะกล้าผัก 2) ผักไร้ดิน: ไฮโดรโปนิกส์และแซนโดรโปนิกส์ 3) มะนาวนอกฤดูกาล 4) ไก่ไข่ 5) เห็ดนางฟ้า 6) สาธิตการประกอบรางไฮโดรโปนิคส์
                นอกจากนี้ยังศึกษารูปแบบการบริหารโรงเรียนโดยมีนักเรียนเป็นส่วนร่วม การทำธุรกิจของนักเรียน การเรียนรู้เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ระหว่างนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาและคณะศึกษาดูงานจากภาคใต้
                กิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหมด ดำเนินการโดยนักเรียน
                ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ เป็นการเยี่ยมชมและศึกษาดูงานโครงการ School – BIRD และโครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน (VDP) ในจังหวัดบุรีรัมย์


               


                “วา นักศึกษาวิทยาลัยชุมชน ปี 1 จังหวัดยะลา”

เวลาช่วงอีกหนึ่งสัปดาห์ ผ่านไปรวดเร็วราวกับงานพลิกหน้าหนังสือ
            เช้านี้.....เป็นวันกล่าวคำลาอีกครั้ง
                 “อยู่มีชัย กินดีอยู่ดี ฮักหลาย ตั้งแต่ได้มาอยู่ในโรงเรียนรู้สึกมีความสุขมาก จนผมไม่อยากกลับเลย” เป็นความรู้สึกของวา นักศึกษาวิทยาลัยชุมชน ปี 1 จังหวัดยะลา เขียนไว้บนแผ่นกระดาษรูปหัวใจสีชมพูฝากไว้แทนใจก่อนจาก


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ (Active Knowledge)



                                                                                                                          สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ในเวลาที่ผ่านมา เราเคยได้รับความรู้อย่างไร โดยทั่วไปความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge) มากกว่าความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge) หรือแนวขนาน (Lateral knowledge) ตัวอย่างเช่น จากสื่อ (Media) จาก Encyclopedia Britannica.ซึ่งเขียนมานานนับศตวรรษหรือมากกว่านั้น จากผู้รู้”

คำสำคัญ  (Keywords): ความรู้ประดิษฐ์ (Knowledge Artifact), ความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge), ความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge), การเรียนด้วยการปฏิบัติ (Learning by doing)

เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงในความหมายทางการศึกษา ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อันเป็นประวัติศาสตร์ของการศึกษาแบบดั้งเดิม

                การศึกษาแบบดั้งเดิมเน้นเรื่องความจำมายาวนาน เราสามารถคิดหรือทำซ้ำในสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำนิยาม คำจำกัดความ  หรือเราสามารถประยุกต์ขั้นตอนต่าง ๆได้ก็เพราะเคยเรียนรู้สิ่งนั้นมาแล้วว่าทำอย่างไร เรารู้ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไม่เพียงความจำข้อความสั้น ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเรายังสามารถจำข้อความต่าง ๆ ได้เป็นเวลานาน แม้เพียงได้ยินเรื่องนั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที



     "ครูโรงเรียนมีชัยพัฒนาประชุมทบทวนกลยุทธ์การสอนการสร้างความรู้ Active Knowledge"

                อย่างไรก็ตาม แม้บางอย่างเราจะลืมหลังวันสอบเสร็จแล้ว แต่เราก็มีความหวังว่าอยากจำให้ได้นานมากไปกว่านั้น อะไรจะทำให้เราทำได้เช่นนั้น (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีความสำคัญน้อย)  ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้ว เราอาจจำหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวได้เป็นร้อยเลขหมาย แต่อาจลืมหมายเลขโทรศัพท์ของลูกชายก็ได้ เหตุเพราะว่าเรามีเครื่องมือจดจำในกระเป๋า สิ่งนั้นคือ โทรศัพท์ เราอาจใช้แผนที่ได้ดี สามารถจดจำเส้นทางในแผนที่ได้ แต่ต่อมาอาจจดจำได้น้อยลงขณะที่ยังสามารถขับรถไปบนเส้นทางได้ทั้งนี้ เพราะเรามีชุดความจำที่เรียกว่า GPS ไว้ใช้

ดังนั้น ในโลกปัจจุบันนี้การใช้ความจำมีค่าน้อยลง เพราะเรามีเทคโนโลยีมาใช้แทน ซึ่งมีสารสนเทศจำนวนมากไว้ใช้อย่างสะดวกสบายตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ อยู่ในโทรศัพท์ของเรา เมื่อเป็นดังนี้ มันจึงควรเป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับเราในทุก ๆ นาทีเพื่อการเรียนรู้ เราจะมีวิธีไหนใช้มัน ถ้าไม่เน้นการวัดและประเมินค่าความจำ ในทางการศึกษาเราจะประเมินสิ่งประดิษฐ์ที่เราสร้างขึ้นอย่างไร แทนความจำ ตัวอย่างเช่น รายงานที่แสดงถึงคุณภาพทางสติปัญญา เป็นความรู้ประดิษฐ์ (Knowledge Artifact) ที่อ้างถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้

                สิ่งหนึ่งคือ การสอนที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ ที่ครูต้องสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่ความจำที่เป็นผลลัพธ์ในการเรียนรู้แบบดั้งเดิม



                  "แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เคลื่อนที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ (Artifact) ด้านพลังงานทดแทน"

                และนั่นคือ สิ่งที่เราจะให้คุณค่าและประเมินจากสิ่งประดิษฐ์ ตัวอย่างเช่น นักเรียนกำลังทำเกี่ยวกับแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาโรงเรียนของเขา กิจกรรม/โครงการต่าง ๆ การประดิษฐ์ไฟฉายพลังแสงอาทิตย์โรงเรือนไฮโดรโปรนิค เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้องจดจำทุกสิ่งได้ เพราะว่าเพียงแค่พวกเขาหยิบมันขึ้นมา ก็สามารถดูรายละเอียดที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องจดจำ ทุกอย่าง หากนึกไม่ออก พวกเขาสามารถยกขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่งได้ มันเป็นความสามรถในการผลิตสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี รวมทั้งสิ่งที่เป็นรายงานทางวิชาการหรืองานประดิษฐ์อื่น ๆ ด้วย

                สิ่งประดิษฐ์เป็นหลักฐานการเรียนรู้ที่ ไม่ใช่เรื่องของความจำ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่าง ที่เราสนใจจึงเป็นเรื่องของการประเมิน เพราะ การทดสอบเป็นเพียงการวัดความจำไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับทดสอบที่เป็นการประเมินการทำงานที่ทำจริง ๆ

                เราคงเข้าใจถึงการฝึกทำในสิ่งที่เรายังทำไม่เป็น มันมีมายาวนานตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือ การเรียนด้วยการปฏิบัติ (Learning by doing) และการเรียนรู้กับคนที่มีความเชี่ยวชาญ แน่ละมันมีทางเดียวที่เราจะรู้ได้คือการซักถามและก็เอาสิ่งนั้นขึ้นมาดู ที่ง่ายที่สุดคือ ดูตัวอย่างเป็นมาตรฐาน  การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องการเรียนเพื่อสร้างความรู้ ไม่เพียงแต่บริโภคอย่างเดียว แล้วนำไปใช้สอบ ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้  เราจะไม่เริ่มต้นจากมาตรฐานที่กำหนด แต่ต้องเริ่มจากความสนใจของผู้เรียน  สร้างผู้เรียนที่เป็นผู้ผลิตความรู้ เราต้องเปลี่ยนแปลงให้ออกไปจากบริบทเดิมที่ใช้ห้องเรียนเป็นฐานที่มั่น ออกไปเรียนรู้รอบโรงเรียนเพื่อสร้างงาน สร้างความเป็นพลเมืองดี

                การใช้ดิจิตัลเทคโนโลยีมีความสำคัญมาก ที่ต้องใช้ให้มากขึ้น เพราะเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่เพียงแต่ใช้สร้างสรรค์ ให้ความรู้ที่ดีในสาขาวิชาต่าง ๆ แต่เป็นแหล่งที่ผลิตความรู้ให้แก่ผู้เรียนชนิดหนึ่งด้วย ดังนั้น เราจะเข้าไปใช้มันอย่างไร เพื่อจุดประสงค์ใดในห้องเรียน พื้นที่ในโลกดิจิตัลจะเสนอโอกาสให้แก่ทุก ๆ คนเสมอในเวลาเดียวกัน ทุก ๆ คนสามารถใช้เวลาเดียวกันทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือไม่ก็พูดหรือเขียน มันสามารถใช้ทำในสิ่งที่เราต้องการกับสิ่งที่เราใช้ไปพร้อมกัน ทำไมเราจึงอยากใช้มัน แน่ละในแต่ละครั้งที่เราใช้ มันสามารถทำให้เรามีโอกาสในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ (Artifacts of that production) และแบ่งปันความรู้มากกว่าแค่ส่งให้ครูตรวจ  สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้เมื่อเราใช้พื้นที่ดิจิตัลในการทำงานด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกดิจิตัล ดังกล่าว

                ในเวลาที่ผ่านมา เราเคยได้รับความรู้อย่างไร โดยทั่วไปความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้มาจากข้างบนลงล่าง (Top-down knowledge) มากกว่าความรู้ที่มาจากด้านข้าง (Horizontal knowledge) หรือแนวขนาน (Lateral knowledge) ตัวอย่างเช่น จากสื่อ (Media) จาก Encyclopedia Britannica.ซึ่งเขียนมานานนับศตวรรษหรือมากกว่านั้น จากผู้รู้



                               "นักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาเรียนรู้เพื่อสร้างงานสร้างงความรู้"

                ปัจจุบันเรามี Wikipedia ที่เขียนโดยคนทั่วโลกอย่างไม่มีวันจบสิ้น เราไม่เคยรู้ว่าคนเขียนเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงคนเร่ร่อนที่สนใจทำในสิ่งนี้อย่างจริงจังก็ได้

                ดังนั้น ตามแนวความคิดนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ใช้เป็นกรอบงานของการเรียนรู้การสร้างองค์ความรู้ในโลกที่เราอาศัยอยู่ เราจะทำอะไรกับห้องเรียนของเรา เรากำลังเดินรุดหน้าไป เพื่อไปสู่ห้องเรียนแบบมีส่วนร่วมใช่หรือไม่

                ตัวอย่างของนักเรียนที่กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างความรู้ (Knowledge co-creators) ได้นั้นได้แก่ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกห้องเรียน ในการเรียนเรื่องภูเขาไฟที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก พวกเขาเดินเข้าไปในเส้นทางลาวาเหนือพื้นดิน ที่เป็นอุโมงค์จำนวนมาก แล้วนักเรียนจะเขียนรายงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ถ้าพวกเขาได้เดินเข้าไปท่องเที่ยวเก็บข้อมูล ใน Wikipedia ไปด้วย วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ในสถานที่อื่น ๆ พวกเขาก็สามารถที่จะทำชิ้นงานที่เป็นความรู้ในสิ่งที่พวกเขารู้ ได้ดีเช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก

                พวกเขาจะผลิตความรู้ที่แท้จริงและการผลิตของพวกเขามีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีค่ายิ่งในโลก






วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ห้องเรียนแบบใหม่ : เราไม่เคยทิ้งกัน (No Child to be left behind)



                                                                                           สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน

“ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่า นักเรียนในโรงเรียนเล่นดนตรีเป็นหมดทุกคน ไม่เฉพาะคุณหรอกที่ทำหน้าฉงนสนเท่ห์ แม้แต่โฮเวริ์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligent) อาจต้องทึ่งในทฤษฎีของตน”

คำสำคัญ (Key Words): กระบวนการคิด (Cognitive learning) สิ่งประดิษฐ์ (Artifact) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Competency or Performance based Assessment), เส้นโค้งปกติ (Normal Curve) พหุปัญญา (Multiple Intelligent)

                “ผมมาครั้งแรกผมเล่นไม่เป็น” ชาญณรงค์ เชนด์สโต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกถึงความสามารถในการเล่นดนตรี (อูคูเลเล่) ของเขา
                “อยู่ไม่นานพี่ ม. 2 มาเล่นให้ฟังหนึ่งเพลง แล้วสอนให้พวกผมเล่นแบบตัวต่อตัว ใช้เวลาเรียนคอร์ด ดีดจังหวะและร้องด้วย 2 ชั่วโมง แล้วแยกย้ายกันไปซ้อม” เขาเล่าวิธีการเรียนการเล่นอูคูเลเล่จากนักเรียนรุ่นพี่วัยใกล้เคียงกันให้ฟัง
                “ก็ซ้อมครั้งละเล็กละน้อยจนจบเพลง แล้วก็นัดมารวมวงทั้งห้อง ซ้อมเล่นพร้อมกันทั้งหมดใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่งพวกผมก็เล่นได้ 2 เพลงและมีโอกาสเล่นให้ผู้ปกครองฟังมาหนึ่งรอบแล้ว” ชาญณรงค์เล่าสรุปผลการเรียนรู้ทักษะด้านดนตรีในกลุ่มชั้นเดียวกัน ซึ่งเล่นได้หมดทุกคน

                โฮเวริ์ด การ์เนอร์ (Howard Gardner) กล่าวว่า การเรียนรู้ที่หลากหลายสไตล์และการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็ก ๆ ทุกคน ไม่อาจหาได้ในวิธีเรียนแบบเก่า”



                  "เด็กชายชาญณรงค์ เชนด์สโต และเพื่อน ๆ เรียนดนตรีจากมาตรฐานของตนเอง"

                      สิ่งที่เรากำลังทำขณะนี้คือ การสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้ให้ได้ดี ซึ่งก็คือการประเมินการทำงานของนักเรียนจริง ๆ ดังนั้นเราจึงมีความสนใจน้อยในการประเมินเรื่องความจำตามวิธีการประเมินผลแบบเดิมกล่าวคือ การประเมินข้อเท็จจริง คำจำกัดความ  กระบวนการที่เป็นขั้นตอน  งานที่ทำซ้ำ  สิ่งที่จำได้และจำได้ว่าทำอย่างไร นั่นเป็นการทดสอบแบบดั้งเดิม แต่ตามความหมายใหม่นี้ เราเริ่มที่จะประเมินผลงานที่เป็น สิ่งประดิษฐ์ (Artifact) ความรู้ประดิษฐ์ (knowledge artifacts) ที่นักเรียนผลิตมากขึ้น
                    ดังนั้น สิ่งที่เราเคยเห็นผลงานของพวกเขา เช่น รายงาน และความจำสำคัญ ๆ เกี่ยวกับความจริง หรือการจำคำจำกัดความที่เราเคยเห็น จะมีความสำคัญน้อยกว่า การสร้างงาน ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ (Artifact)  จะเห็นได้ว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประเมินจริง ๆ ที่มีการประเมินความจำน้อยกว่า การประเมินการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งหมด ที่ทำให้พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักภูมิศาสตร์ได้ และการผลิตเอกสารก็คล้ายกับเอกสารของนักวิทยาศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ทำขึ้น

                การประเมินสิ่งประดิษฐ์จึงเป็นหลักฐานจากการปฏิบัติ และแน่ละมันจะมีกระบวนการคิดรวมอยู่ในสิ่งประดิษฐ์นั้นด้วย มันเป็นความคิดระดับสูงกว่าความรู้ความจำ เช่น การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ เป็นต้น


                                    
                             "เส้นโค้งปกติรูประฆังค่ำ (Normal Curve) แสดงการแจกแจงความถี่"

                ถ้าเราเคยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสติปัญญาและความร่วมมือของกลุ่ม ในรูประฆังคว่ำที่เป็นรูปแบบดั้งเดิมนั้น ได้ให้ความหมายอะไรแก่เรา มันเป็นการกระจายแบบปกติที่โยนเด็กเข้าไปในระฆังคว่ำ และเด็ก ๆ เหล่านี้ จะถูกแยกเป็นสามส่วนคือ แย่มาก กลาง ๆ และดีมาก
                ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราต้องการระบบการให้รางวัลแก่คนที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ยังมีคนล้มเหลวและคนที่อยู่ระดับกลาง ๆ อยู่ด้วย ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากต้องแข่งขันกัน
แล้วจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้มีการทำงานแบบร่วมมืออย่างไร ในขณะที่เรายังอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการทดสอบแบบดั้งเดิม แบบเอาแด็กใส่ลงไปในระฆังคว่ำ แล้วขึงพืดเด็กมัดกับเส้นโค้ง ร่ายมนต์ตัวเลขเสกสถิติให้มีความขลัง
            การประเมินแนวใหม่มีความแตกต่างอย่างไร แตกต่างมาก เพราะว่าสิ่งที่เราสนใจมากไปกว่านี้คือ การประเมินสมรรถนะและผลการปฏิบัติงาน (Competency or performance based assessment) ที่ซึ่งจะทำให้เด็กทุกคนผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา เราไม่ต้องการเห็นเด็กคนหนึ่งล้มเหลวในขณะที่อีกคนหนึ่งได้รางวัลของความสำเร็จ และอะไรคือ สิ่งที่เราต้องทำให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่เรื่องตลก
            เราไม่ต้องการทอดทิ้งเด็กคนใดคนหนึ่งให้อยู่เบื้องหลัง รูประฆังคว่ำทำให้พวกเขาถูกทอดทิ้ง เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่อธิบายให้รู้ว่า เด็ก ๆ หรือผู้เรียนจะได้รับความสำเร็จ  และบอกให้รู้ถึงคนที่อยู่ระดับกลาง ๆ และคนล้มเหลวได้ด้วย แล้วเราจะทำอย่างไร
            ขอให้เรากลับไปที่กระบวนการอันน่าทึ่งนั้น เราคงเคยทำงานชิ้นเล็ก ๆที่ไม่ยิ่งใหญ่อะไร และอาจไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในงานนั้น ๆ ด้วย  ทั้ง ๆ เราที่เคยให้เวลากับมันมาก ๆ มาแล้ว เราเคยกลับไปทำอีกและปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อย ๆ
            ต่อมาเมื่อเราได้รับการแนะนำจากคนที่เคยประสบความสำเร็จในงานนั้นมาแล้ว ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงงานเล็ก ๆ ได้ ภายใต้คำแนะนำและการเฝ้ามองจากผู้รู้  เราใช้เวลาทำงานส่วนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แล้วงานนั้นก็ดีขึ้น
            สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ งานชิ้นต่อ ๆ ไป ซึ่งดีหรือไม่ดีจะอยู่กับคนแต่ละคน และจริง ๆ การเรียนรู้แบบเดียวกันนี้ ในงานอื่น ๆ ของคนอื่น ๆ ก็ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน เราต้องการยืนยันว่ามันดีเยี่ยมได้ แต่กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้เราต้องการดันเด็กขึ้นไปสู่มาตรฐานของงานที่อยู่ไกลไปจากความสามารถของเขา ซึ่งทำไม่ได้



   "การเล่นดนตรีต้อนรับคณะศึกษาดูงานเป็นชีวิตประจำวันของนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนา"

            ความสำเร็จเล็ก ๆเหล่านี้ เมื่อถูกตีพิมพ์หรือเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มผลงาน (Portfolio) มันจะทำให้เด็กคนอื่น ๆ ได้เห็น บางอย่างที่เรารู้สึกว่ายากและไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะรู้วิธีการก็ต่อเมื่อเราได้เห็นบางคนทำให้ดู ลำพังเราไม่สามารถนึกออกถึงวิธีการนั้น
            ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดี แต่ถ้าได้เห็นตัวอย่างว่าทำอย่างไร ก็สามารถจะทำได้แม้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะผ่านมาเป็นปีก็ตาม
            ดังนั้น อยากจะกล่าวถึงเรื่องการสร้างสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับความร่วมมือนั้นทำอย่างไร  ทำไมนักเรียนจึงไม่ประสบความสำเร็จ วิธีการแบบดั้งเดิมทำให้เกิดความล้มเหลว อย่างที่กล่าวมาแล้ว
            ปัจจุบัน เรากำลังใช้กระบวนการเพิ่มพูน (Incremental process) เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เราไม่ต้องการไปถึงจุดที่ดีที่สุด (The Best) เลยทีเดียว เราต้องการทำดีที่สุดจากการทำแบบค่อย ๆ ดีขึ้น ไปเรื่อย ๆ เพื่อไปหามาตรฐาน ซึ่งเป็นงานที่ยาก แต่สิ่งที่เราพบคือ ความพยายามแล้วพยายามอีกเพื่อให้ความสำเร็จเล็ก ๆ เป็นสิ่งดึงดูดใจไปสู่ผลลัพธ์ของผู้เรียนได้ ดังนั้น ในขณะที่แนวคิดแบบเดิมอยู่ในระบบที่ใช้ผลลัพธ์เป็นฐาน การศึกษาใหม่ให้เหตุผลว่า สิ่งแวดล้อมที่ใช้ในกระบวนการเพิ่มพูนดังกล่าวนี้ จะสร้างสังคมแห่งความร่วมมือและแบ่งปันมาเป็นฐานการเรียนรู้



    "การประเมินมิติใหม่สอดคล้องกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือและแบ่งปัน"

            เราอาจเคยเห็นคนอื่น ๆ ได้ทำ แล้วจะทำให้รู้ด้วยตนเองว่าเราสามารถทำได้แค่ไหน นั่นคือ มาตรฐานของตนเอง จะทำให้รู้ว่าจุดเริ่มของความหวังเราอยู่ระดับใด และจะเป็นจุดเริ่มที่จะไปถึงความสำเร็จนั้น แล้วเริ่มที่ตรงนั้น หลักสูตรการศึกษาแบบนี้จะไม่มีคนล้มเหลว

                ผลการเรียนวิชาดนตรีในชั้นเรียนของชาญณรงค์ เชนด์สโต และเพื่อน ๆ เมื่อนำมาแจกแจงความถี่ แล้วสิ่งที่หายไปคือ รูประฆังคว่ำ (Normal Curve)  ไม่มีเพื่อนคนใดถูกทอดทิ้ง (No Child to be left behind)