วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดอกไม้ที่กำลังบาน




                                                                                สุริยา เผือกพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมีชัยพัฒนา


"โรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นส่วนผสมระหว่างสมาคม ฯ กับบริษัทพัฒนาประชากรจำกัด มูลนิธิมีชัยพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมฯ ที่ริเริ่มทำการทดลองศึกษาค้นคว้าแนวทางการพัฒนาแบบใหม่ ๆ และเมื่อประสบความสำเร็จ สามารถนำไปดำเนินการและขยายผลต่อไปได้ "


นอกจากคำสำคัญ (Key words) ต่าง ๆ ที่ปรากฏให้ได้เห็นเพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงแนวคิดปรัชญาการบริหารจัดการโรงเรียนแล้ว รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Module) ของนักเรียนรวมทั้งวิธีการทำงานของครูในโรงเรียนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงการเรียนรู้แนวใหม่ (New Learning)
ทุก ๆ สัปดาห์ในรอบหนึ่งเดือนจะมีคณะศึกษาดูงานเข้ามาเยี่ยมโรงเรียนไม่มากก็น้อย กลุ่มคนเหล่านั้นเดินทางมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น สิ่งแรกที่ได้เห็นความแตกต่างจากโรงเรียนทั่ว ๆไปคือ ห้องเรียนแบบเดิมที่จำกัดด้วยกำแพงสี่ด้านและการถูกกักขังด้วยตารางเวลา (Bounded by four walls of the classroom and cells of the timetable) ได้กลายมาเป็นการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดพื้นที่และเวลาที่ตายตัว รวมทั้งการเรียนรู้มีอยู่ทั่วไปด้วย (Ubiquitous Learning)
ครูและนักเรียนต้องร่วมกันวางแผนให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของคณะที่มาศึกษาดูงานที่มีจำนวนตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อย การแสวงหาความรู้ตลอดจนวิธีการนำเสนอของนักเรียนเป็นการเรียนรู้แนวใหม่ (New Learning) ที่นักเรียนเผชิญในแต่ละสถานการณ์ ด้วยการเรียนรู้แบบเป็นฝ่ายรุก (Active Knowledge Making) ที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้และออกแบบวิธีการในการนำเสนอองค์ความรู้นั้น ๆ ต่างจากการเรียนรู้แบบเดิมที่นักเรียนเป็นฝ่ายรับ (Passive Knowledge Consumption) ที่ผู้เรียนเป็นผู้บริโภคความรู้ ดูดซับและทำซ้ำ ๆ ตามตำราอย่างเดียว


ดังนั้น ห้องเรียนแบบเดิมที่ถูกจำกัดจึงแปรสภาพมาเป็นห้องเรียนที่อยู่ในสถานการณ์จริง (Real World Experience) ที่ทุกคนได้เรียนรู้บนพื้นฐานของความสนใจและความรับผิดชอบในภาระหน้าที่ที่ตนมีในวันนั้น ๆ (Differentiated Learning) ได้มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม (Collaboration Intelligence) ไม่เป็นระบบตัวคนเดียว (Individualized) ผู้เรียนได้เรียนรู้การแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ตนเองเผชิญในสนามการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนแบบเดิมที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบเดียวกัน (Homogenizing) ด้วยวิธีการสอนแบบเดียวเพื่อคนทุกคน (One size fits all) ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าและปีแล้วปีเล่า
ไม่เพียงแต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ นอกโรงเรียนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนออกไปแสวงหาอยู่เสมอ
“พวกเราได้รับประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์มากในโรงเรียนที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง ในบรรยากาศที่ให้การต้อนรับทุก ๆ คน ในที่ที่ทุกคนรู้สึกว่าได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้รับความช่วยเหลือและพูดคุยกันด้วยความเข้าใจกับคณะครูและนักเรียน รู้สึกประทับใจที่เห็นการเรียนการสอนที่ฝึกความเป็นผู้นำให้กับนักเรียน รูปแบบการสอนที่จัดขึ้นในโรงเรียนมีชัยพัฒนา ช่วยพัฒนานักเรียนให้มีทักษะภาวะผู้นำและการสื่อสาร” คณะนักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Nottingham University ประเทศมาเลเซียกล่าวชื่นชม


“ในนามของประชาชนและคณะคณะครู นักเรียน ผู้บริหารของเทศบาลตำบลเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ต้องขอขอบคุณมูลนิธิมีชัยฯ ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการอบรมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์แห่งนี้และมูลนิธิมีชัยฯ ยังให้การสนับสนุนในเรื่องของความรู้และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนในเรื่องของงบประมาณที่จะช่วยเหลือชุมชนในชนบท” นายกเทศมนตรีตำบลเจ้าพระยากล่าวแทนคณะ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า การจัดการเรียนรู้แนวใหม่ท่ามกลางการจัดการศึกษากระแสหลักที่มุ่งส่งเสริมการแข่งขันแบบตัวใครตัวมัน จะทำให้นักเรียนมีโอกาสเข้าไปยืนอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในกระแสสังคมเช่นคนทั่ว ๆ ไปหรือไม่
โรงเรียนมีชัยพัฒนา เปิดทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาบัดนี้นักเรียนรุ่นแรกดังกล่าว ซึ่งมีจำนวน 25 คนจะจบหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา2557 นี้แล้ว ขณะนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2558) นักเรียนจำนวน 18 คน สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าส่วนที่เหลืออีกไม่กี่คนจะมีที่ศึกษาต่อจนครบในโอกาสต่อไป


โรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นส่วนผสมระหว่างสมาคม ฯ กับบริษัทพัฒนาประชากรจำกัด มูลนิธิมีชัยพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมฯ ที่ริเริ่มทำการทดลองศึกษาค้นคว้าแนวทางการพัฒนาแบบใหม่ ๆ และเมื่อประสบความสำเร็จ สามารถนำไปดำเนินการและขยายผลต่อไปได้ เชื่อว่าเราต้องผสมผสานการศึกษาและการพัฒนาไปด้วยกัน

การปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบนี้เป็นเสมือน “ดอกไม้ที่กำลังบาน”


วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กระจกเงา (Mirror)




                                                                                สุริยา เผือกพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมีชัยพัฒนา

 “ถ้าระบบโรงเรียนตามแนวกระแสหลักโดยทั่วไป สอนให้นักเรียนมีความคิดแบบที่ว่า  ต้องการแต่จะชนะ 
แพ้ไม่ได้ไร้ค่า ไม่มีใครเหลียวแล ต้องการเป็นปลาใหญ่ในสังคม เห็นแก่ตัว แข็งกระด้าง ไม่มีน้ำใจให้ผู้อื่น มือใครยาวสาวได้สาวเอา เรายังจะเลือกทางแพร่งนี้หรือไม่”

                สิ่งที่ผมต้องทำในเบื้องต้นในโรงเรียนคือ การทำความเข้าใจตนเอง ด้วยการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตผู้คน ระบบการทำงานและข้อมูลเชิงประจักษ์ต่าง ๆ ตัวหนังสือในโรงเรียนคือ หลักฐานอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความต้องการ แนวความคิด ลึกไปถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตของสังคมเล็ก ๆ แห่งนี้ว่า มีทิศทางไปทางใด  ผมเห็นคำสำคัญ (Key words) หลายคำ หนึ่งในนั้นที่โดดเด่นที่สุดคือ ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนและสังคม

     ในต้นสัปดาห์แรก ๆ หลังจากที่การเรียนการสอนประจำวันสิ้นสุดลง พวกเรานัดประชุมกันเพื่อมา
ทำความเข้าใจตนเอง สิ่งที่ผมนำเสนอให้ทุกคนได้พินิจร่วมกันคือ แนวคิดที่ผมสืบค้นมาจากอาจารย์    เกียรติวรรณ อมาตยกุล ที่กล่าวถึง การพัฒนาตนและสังคม ว่า โลกของเราเดินทางมาถึงทางสองแพร่ง แพร่งที่หนึ่งคือ ทางเดินที่เป็นกระแสหลักของโลก เออร์วิน ลาสซ์โล (Irvin Laszlo) ได้แบ่งระยะการพัฒนาการของโลกออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้ 1) ช่วงริเริ่มที่จะนำไปสู่จุดวิกฤต (1800-1960) การปฏิวัติอุตสาหกรรม ควบคุมธรรมชาติ 2) ช่วงสะสม (1960-2004) สะสมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆมีผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สังคมมีความสลับซับซ้อน 3) ช่วงหน้าต่างของการตัดสินใจ (2005-2012) สังคมวิกฤตอย่างหนักจากระบบทุนนิยม
     จุดวิกฤตจึงเริ่มตั้งแต่ปี  2012 เป็นต้นมา กล่าวคือ 1) ด้านเศรษฐกิจ กระจายทรัพยากรไม่เป็นธรรม
ช่องว่างคนจน-คนรวยมีมากขึ้น 2) ด้านสังคม ผู้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น เห็นแก่วัตถุมากขึ้น เงินและความร่ำรวยกลายเป็นเป้าหมายของชีวิต ครอบครัวล่มสลาย 3) ด้านระบบนิเวศ ระบบทุนนิยมใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เผาผลาญเชื้อเพลิงมโหฬาร ทำลายคุณภาพดินด้วยปุ๋ย ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง ภาวะโลกร้อน เกิดภัยธรรมชาติ

                คำถามที่พวกเราตั้งเป็นโจทย์คือ เราจะเดินหน้าต่อไปหรือหยุดเพื่อมองหาหนทางใหม่ บนความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ของทางสองแพร่ง




                ความเชื่อหนึ่งที่สนับสนุนการพัฒนาโลกตามแนวทางทุนนิยมอันเป็นกระแสหลักคือ  ความเชื่อพื้นฐานที่เชื่อว่า 1) ยกย่องคนที่เข้มแข็งกว่า มีอำนาจมากกว่า 2) ทรัพยากรของโลกใช้ไม่มีวันหมด 3) ส่งเสริมการผลิต การบริโภค การใช้จ่ายอย่างไม่จำกัด 4) เน้นการทำกำไร เอาเปรียบผู้อื่นสูงสุด 5) สรรพสิ่งในจักรวาลแยกส่วน
        อีกความเชื่อหนึ่งที่เป็นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมีความเชื่อพื้นฐานที่เชื่อว่า 1) ยกย่องความเท่า
เทียม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 2) ทรัพยากรมีจำกัดต้องใช้อย่างประหยัด 3) ลดการผลิต การบริโภค การใช้จ่ายของคนในสังคม 4) พึ่งตนเอง ช่วยผู้อื่น กำไรพอควร 5) สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน การพัฒนาสังคม เริ่มจากตัวเราก่อน
                “เริ่มจากตัวเราก่อน”  คือ คำสำคัญที่พวกเราเห็นคล้อยว่า ตรงกับการปฏิรูปโรงเรียนของพวกเรามากที่สุด ที่กล่าวเป็นวลีว่า ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนและสังคม
        อาจารย์เกียรติวรรณ อมาตยกุลอธิบายว่า การพัฒนาตนเองที่เป็นการพัฒนาตามหลักปรัชญา Neo-
humanist เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนเราเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem) อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ เมื่อคนเราเห็นคุณค่าในตนเองก็จะเห็นคุณค่าของผู้อื่น
                เมื่อคนแต่ละคนที่เห็นคุณค่าในตนเองมาร่วมกันเป็นกลุ่มสังคมก็จะเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ สำคัญที่ว่า พวกเราจะออกแบบสังคมในโรงเรียนของเราอย่างไรที่จะเอื้อต่อการพัฒนาตนเองของนักเรียน ครูและบุคลากรทั้งหมดให้มีความภาคภูมิใจในตนเอง
        ถ้าระบบโรงเรียนตามแนวกระแสหลักโดยทั่วไป สอนให้นักเรียนมีความคิดแบบที่ว่า  ต้องการแต่
จะชนะ แพ้ไม่ได้ไร้ค่า ไม่มีใครเหลียวแล ต้องการเป็นปลาใหญ่ในสังคม เห็นแก่ตัว แข็งกระด้าง ไม่มีน้ำใจให้ผู้อื่น มือใครยาวสาวได้สาวเอา เรายังจะเลือกทางแพร่งนี้หรือไม่
                จากการศึกษางานของอาจารย์เกียรติวรรณ อมาตยกุลทำให้ผมทราบมาว่า อาจารย์ตั้งโรงเรียนสอนนักเรียนตามแนวคิดปรัชญา Neo-humanist ชื่อว่า โรงเรียนอมาตยกุล จึงแสวงหาเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนนั้นว่า สังคมโรงเรียนของพวกเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไร


                “5 ปีที่ทำงานที่โรงเรียนนี้มา ผมมีชีวิตที่มีความสุขและได้เห็นความแปลกแตกต่างของโรงเรียนแห่งนี้ว่ามีอะไรที่ไม่ธรรมดาหลายอย่าง ผมมีโอกาสได้อยู่เบื้องหลังและได้เห็นบรรยากาศการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ หลายครั้ง ทำงานที่นี่ผมมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะมีเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยการวิ่งและเล่นวอลเล่ย์บอลกับคุณครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในตอนเย็น ได้ทำโยคะ สมาธิที่โรงเรียนทุกวันอาทิตย์เวลา 9 โมงเช้าถึง 11 โมง เหมือนได้ชาร์ทพลังก่อนเริ่มงานในสัปดาห์ถัดไป คุณครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนน่ารัก มีน้ำใจ มีคุณธรรมและเอาใจใส่เด็ก ๆ พูดเพราะกับเด็ก ๆ ผมมีชีวิตอย่างพอเพียงมีความสุข มีเงินเหลือเก็บ เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อย อาหารเช้าและกลางวันทานที่โรงเรียน ชุดทำงานก็เป็นสวัสดิการที่โรงเรียนมีให้ ได้ไปเปิดหูเปิดตาในหลายประเทศ มีวันหยุดแบบเต็ม ๆ เพื่อเติมพลังให้ตัวเองปีละ 2 เดือนครึ่ง โดยที่ไม่ต้องมาโรงเรียนแต่ได้รับเงินเดือน แม้เงินเดือนพวกเราจะไม่มากมายเท่าบริษัทเอกชนแต่พวกเราก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระดับเกรด B+ ทีเดียว ถ้าใครรู้จักกินรู้จักใช้จะมีเงินเหลือเก็บมากมาย” ครูคนหนึ่งในโรงเรียนอมาตยากุลเขียนบอกเล่าถึงสังคมในโรงเรียนของพวกเขา
        การประชุมเพื่อทำความเข้าใจตนเองของพวกเราใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง มีประเด็นปัญหาให้ทุก
คนได้กลับไปขบคิด เคี้ยวย่อยคำสำคัญ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งด้านในและด้านนอก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รับใช้พึ่งพากันและกัน ในระดับบุคคลระหว่างกายกับจิตและในระดับองค์กร เป็นการพึ่งพากันระหว่างระบบคุณค่าและวัฒนธรรมในองค์กรกับโครงสร้างการบริหารขององค์กรที่เกื้อกูลกันและกันของโลกทั้งสองด้าน



วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จุดเปลี่ยนแห่งการรู้แจ้ง : การเรียนรู้เกิดจากภายใน



                                                                                 สุริยา เผือกพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมีชัยพัฒนา

“กำแพงสูงที่กักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพดูแน่นหนาทะมึน แต่กระนั้นอาจดูบางเบากว่ากำแพงแห่งความเกลียดกลัวชิงชังที่มีต่อผู้คนที่ถูกจองจำภายในรั้วรอบอันมิดชิดนั้น

                เปลวแดดแผดรัศมีเหนือกำแพงสูง...ลิบ ๆ ไปในนภากาศ ม่านเมฆกับฟ้าใสส่องสว่างแจ่มจรัส แต่ภายใต้การโอบล้อมของกำแพงยักษ์ ชีวิตของคนวัยอรุณรุ่งกลุ่มหนึ่งกลับมืดมน อิสรภาพถูกจำกัดไว้ด้วยเส้นของกฎเกณฑ์ ซ้ายกำแพง ขวากำแพง เหลี่ยมมุมทรงจัตุรัสคือ ผลิตผลของสถาปนิกผู้ออกแบบเสรีภาพของ คนชายขอบเช่นพวกเขา บ้านหลังใหญ่แต่ไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่

                ไกลออกไปบริเวณชานเมือง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดแห่งหนึ่ง มีเด็กและเยาวชนอยู่ในความควบคุมจำนวน 126 คน เป็นชาย 122 คน หญิง 4 คน ประเภทของความผิดประกอบด้วยฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ร้อยละ 36 ฐานความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ร้อยละ 29 ฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ร้อยละ 16 ฐานความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนวัตถุระเบิด ร้อยละ 13 ฐานความผิดเกี่ยวกับเพศ ร้อยละ 6


                พายุแห่งความยากจนของครอบครัวที่ล่มสลายในชนบทได้กวาดต้อนผู้คนในวัยแรงงานให้ละทิ้งถิ่นฐานไปแสวงโชคในเมืองใหญ่ ฝากความเหงาว้าเหว่ให้เฝ้าดูแลบุตรหลานและตายาย ขาดโอกาสทางการศึกษา เฉกเช่นคนทั่วไป
                “การได้เข้ามาอยู่ในที่นี้ ทำให้มีเวลาคิดได้ว่า ที่ผ่านมาหลงผิด ติดเพื่อน อยากลอง” เอ เด็กชายต้องคดีเสพและจำหน่ายยาเสพติดบอกความรู้สึก
                “เพียงชั่วระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีของการกระดิกนิ้วลั่นไก ทำให้ผมต้องเข้ามาอยู่ในนี้อย่างยาวนาน หวนคิดได้ว่าวันเวลาที่ผ่านมาใช้เวลาอย่างไม่เป็นประโยชน์” บี เด็กชายอีกคนที่ต้องคดีพยายามฆ่าย้อนเวลาของตนเอง
                “ไม่รู้ว่าในกระเป๋าที่เพื่อนฝากไว้มีอะไร ระหว่างการนัดกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านคาราโอเกะ เพียงชั่วประเดี๋ยวหลังจากที่เพื่อนปลีกตัวไป ตำรวจก็เข้ามาจับ ในกระเป๋ามียา 100 เม็ด” ซี เด็กผู้หญิงต้องคดียาเสพติดกล่าว
                “อยู่กับแฟนในห้องไม่รู้ว่ามียา โดนจับพร้อมแฟน” ดี เด็กหญิงอีกคนที่ถูกจับฐานมียาครอบครองจำนวนมาก


                กำแพงสูงที่กักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพดูแน่นหนาทะมึน แต่กระนั้นอาจดูบางเบากว่ากำแพงแห่งความเกลียดกลัวชิงชังที่มีต่อผู้คนที่ถูกจองจำภายในรั้วรอบอันมิดชิดนั้น มีผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาดูพวกเขา ราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอม ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้พวกเขามีความรู้สึกว่า พวกเขาได้ถูกสังคมผลักไสให้ถอยห่างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

                ทว่าพันตรีอริยะ เรืองวาทสาร อดีตครูฝึกนักศึกษาวิชาทหารที่เด็ก ๆ รู้จักกันดีในนามผู้กองยะ  หลังการลาออกจากราชการทหารได้หันมาดูแลเด็ก ๆ ในสถานพินิจแห่งนี้อย่างจริงจัง
                “ผมได้แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ตรัสถึงเยาวชน ด้วยความห่วงใย ในครั้งที่ผมได้มีโอกาสรับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด” ผู้กองยะเล่าถึงที่มาของการตัดสินใจเข้ามาทำงานเกี่ยวกับเยาวชน
                “ก่อนหน้านี้ผมเห็นคนเข้ามาดูเด็กและเยาวชนในสถานพินิจคล้ายกับมาดูสวนสัตว์ มันสะท้อนผลที่ไม่ดีทั้งสองฝ่าย เด็กในนี้ก็จะสงสัยว่ามาดูพวกเขาเหมือนสัตว์ประหลาด ในขณะที่ผู้มาดูก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร” ผู้กองยะเล่าถึง การแวะเวียนมาดูงานของผู้คนเมื่อก่อนนั้น
                “ผมจึงนำเด็กและเยาวชนที่อายุใกล้เคียงกัน เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน ให้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่องว่างของคนทั้งสองฝ่ายก็จะหายไป คนที่อยู่ข้างในนี้เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวไป ก็ต้องไปอยู่ปะปนกับคนที่เข้ามาร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้ ไม่สถานะใดก็สถานะหนึ่งในสังคม พวกเขาจะอยู่ร่วมกันได้เป็นปกติ” ผู้กองยะ เล่าถึงผลในระยะยาวที่จะได้รับจากการทำกิจกรรมของเขา



                “แล้ววันหนึ่ง ก็มีลูกหลานที่เรียนอยู่โรงเรียนมีชัยพัฒนา กับเพื่อนสองสามคนมาบอกว่า อยากทำงานจิตอาสาช่วยเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ ผมเลยถามเค้าว่า มีความรู้อะไร” ผู้กองยะเล่าถึงที่มาของกลุ่มจิตอาสาของนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาที่ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมในวันนี้
                “เด็กตอบว่า ทำกิจกรรมสันทนาการเป็น ผมเลยบอกว่า...เอ้างั้นลองดู” ผู้กองยะบอกอนุญาต
                การมีโอกาสได้เข้าไปทดลองงานของกลุ่มนักเรียนจิตอาสา เป็นการนำร่องประสบการณ์เพื่อขยายผลให้ความดีกระจายไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ในโรงเรียน
                ในวันนี้ “แต๋ม” นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนมีชัยพัฒนา จึงเป็นผู้นำกลุ่ม        จิตอาสา กลุ่มใหญ่จำนวน 27 คน โดยมีครูหน่อยและครูเต๊ก เป็นที่ปรึกษามาทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันตามจุดประสงค์ของผู้กองยะที่ว่า “ต่างคนต่างได้อะไรจากกันและกัน”
                กิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย เกม ความรู้เรื่องเอดส์ สันทนาการ มอบหนังสือ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เยี่ยมชมอาคารสถานที่
                หลังกิจกรรมสิ้นสุดลง สมาชิกกลุ่มทุกคนต่างพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า “เมื่อก่อนนี้หนูเกลียด กลัว เข้ากลุ่มแรก ๆ หนูยังสั่น แต่พอได้พูดคุยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันเสร็จแล้ว หนูกลับรู้สึกสงสารเห็นใจและเลิกเกลียดกลัวพวกเขา
                บ่ายคล้อยของวันอันทรงคุณค่าของกลุ่มจิตอาสาในวันนั้น พวกเขาเดินทางกลับโรงเรียนด้วยความ   อิ่มเอมใจ ทุกคนก้าวผ่านท่าขนถ่ายอวิชชาเชิงสะพานมังกรด้านฝั่งประตูโรงเรียนเพื่อกลับที่พัก ณ ที่ตรงนี้ ที่ที่ได้สร้างจุดเปลี่ยนแห่งการรู้แจ้ง แก่เด็ก ๆ ตามปรัชญาโรงเรียนได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นสาระของการศึกษา
                The more you give, the more you get
                ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม


วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

เครื่องมือใหม่ในการเรียนรู้: การเปลี่ยนแปลงงานที่ดูยุ่งเหยิง




                                                                                                                               Kalantzis and Cope เขียน
                                                                                                             สุริยา เผือกพันธ์ แปลและเรียบเรียง

                บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ นำมาสู่ความยุ่งเหยิง ทุกวันนี้สถานบันเก่าแก่เกี่ยวกับการสื่อสารอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น สารานุกรมวิกิพีเดีย (Wikipedia) คือวิธีการที่ทำให้สารานุกรมที่เป็นสิ่งพิมพ์ต้องปิดตัวลงอย่างมีประสิทธิภาพ บล็อกและแหล่งข่าวออนไลน์ (Blog and News sources) ได้เข้ามารุกคืบพื้นที่ข่าว ทำให้หนังสือพิมพ์ต้องมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับดนตรีและอุตสหกรรมเพลงก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลง โทรทัศน์แบบเดิม ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างรุนแรงกับการอัปโหลดวีดิโอ เช่น ยูทูป (Youtube) และ วิมีโอ (Vimeo) ที่สามารถสร้างงานด้วยเครื่องมือที่มีราคาถูกและง่ายต่อการใช้งานตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน (Smart Phone) ที่ทุกคนสามารถสร้าง พอดแคสต์ (podcast) และบอร์ดแคสต์ (broadcast) เผยแพร่ไปทั่วโลกได้

                การพัฒนาเครื่องมือทั้งหมดให้ง่ายต่อการใช้งานเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยคนที่ใช้บริการสามารถร่วมสร้างงานต่าง ๆ ลงในเครื่องมือเหล่านี้เพื่อเผยแพร่ได้ด้วย ทั้งแนวคิดและความรู้สึกที่ทุกคนได้ร่วมกันพัฒนา การใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นงานเฉพาะของนักหนังสือพิมพ์ วิชาชีพโทรทัศน์ นักเขียนมืออาชีพและนักวิจัยต่าง ๆ ที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในฐานะ ผู้อ่าน ผู้ชม และผู้ฟังด้วย

               

             ปัจจุบันนี้ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อ ความจริงมีได้นับล้าน ๆ คน ถ้าพวกเราคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของอนาคต เราสามารถมองภาพไปถึงสังคมข้างหน้าที่เราไม่เพียงแต่เป็นผู้บริโภคและรับความรู้อย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำและมีความรับผิดชอบในชีวิตการทำงานและการสื่อสารของพวกเรา เราสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้แบ่งปันความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วย

                พวกเรามีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจจะเข้าไปสู่ระบบโรงเรียน ซึ่งดูจะยุ่งเหยิงเท่า ๆ กับการเปลี่ยนแปลงในอุสาหกรรมและระบบการสื่อสารเช่นกัน ในฐานะของครู เราต้องการกำหนดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และสร้างความมั่นใจว่า นักเรียนจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้แบบใหม่กับแบบดั้งเดิม

การเรียนรู้แบบใหม่
การเรียนรู้แบบดั้งเดิม
วิธีการสื่อสาร(Wass of Communication)
            การสื่อสารอยู่ในแนวระนาบนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับงานของผู้อื่นที่อยู่รอบข้างด้วยความต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับการสื่อสารในแนวระนาบ วิธีการเหล่านี้ทำให้ดูเหมือนห้องเรียนมีงานมาก หนวกหู ซึ่งนักเรียนจะต้องมีการโครงร่างการจัดกิจกรรมในโครงการอย่างพิถีพิถันและการทำแผนการทบทวนยกร่าง งานกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบทบทวนโดยกลุ่ม เกณฑ์การให้คำจำกัดความ กำหนดการจัดพิมพ์เอกสาร เป็นต้น

วิธีการสร้างความสัมพันธั(Way of relating)
          ส่วนมากห้องเรียนจะเงียบ งานที่ทำเป็นงานเดี่ยว การพูดคนเดียวเวลาที่มีการอภิปรายคือสิ่งที่ดีที่สุด  เสียงที่ดังในชั้นเรียนจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ผิด
ความสัมพันธ์แบบคู่ขนาน (Lateral learning relations)
         การเรียนรู้เป็นกลุ่มอยู่บนพื้นฐานของจุดประสงค์ที่ชัดเจนและหลักสูตรที่สามารถสะท้อนผลและทบทวนมุมมองได้ โครงงานที่ครูออกแบบสนับสนุนให้นักเรียนทำงานด้วยตัวเองและทำงานร่วมกับผู้อื่นภายใต้การดูแลของครูและที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ
ความสัมพันธ์แบบแนวตั้ง (Hierarchical learning relations)
        ครูเป็นศูนย์กลางและเป็นหน่วยจัดการขนาดเล็ก

วิธีการคิด (Ways of Thinking)
        การรู้คิดและการคิดระดับที่สูงกว่า การคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คิด คิดวิพากษ์วิจารณ์ คิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ให้การสะท้อนผลถึงการสร้างเป็นเครื่องมือในการคิดและพูดออกมาเกี่ยวกับหลักวิชาและหลักการที่อยู่เบื้องหลัง

 วิธีการเรียนรู้ (Ways of Learning)
     ความคิดมาจากคำสั่ง (First order thinking)
ดูดซับความจริง ทำซ้ำและประยุกต์ใชกฎเกณฑ์






เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้แบบใหม่กับแบบดั้งเดิม (ต่อ)

การเรียนรู้แบบใหม่
การเรียนรู้แบบดั้งเดิม
การเรียนรู้ส่วนบุคคล (Individual Learning)
      มีแผนงานโครงการเฉพาะตนเพราะคนทุกคนไม่ได้ทำในสิ่งที่เหมือนกันในเวลาและสถานที่เดียวกันได้เสมอไป

การเรียนรู้แบบเดียวกัน (Homogeneous Learning)
     ทุกคนทำงานจากแผ่นกระดาษหน้าเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกันทั้งชั้นเรียน แต่เมื่อดูทั่วทั้งห้องจะเห็นว่า บางคนไม่เข้าใจและบางคนเบื่อหน่าย
วิธีการสอน (Ways of Teaching)
      มีการสอนที่แตกต่างกัน สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวนักเรียนเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกตามความต้องการของการเรียนรู้ ความสนใจและความถนัด
วิธีการสอนวิธีเดียว (One size fits all)
     ในห้องเรียน

การเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป (Ubiquitous Learning)
      การเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะแผนงานโครงการอยู่บนเว็บไซด์และกลุ่มเพื่อนอยู่ในออนไลน์
การเรียนรู่อยู่อย่างโดดเดี่ยว (Institutionally isolated learning)
    กักขังตนเองอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมและติดอยู่กับตารางเรียน
วิธีการประเมินผล (Ways of Assessing)
    การประเมินผลระหว่างเรียน การประเมินผลกระจายไปทุกการเรียนรู้ การประเมินผลรวมมีความสำคัญเป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลมาเพื่อพูดคุยและลงมือวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลอย่างหลากหลาย
เช่น ประเมินจากตนเอง เพื่อนและครู เป็นต้น
การปะเมินผลรวม (Summative Assessment)
    จริง ๆ แล้ว การประเมินรู้ข้อมูลเพียงว่า ระบบว่า คิดอย่างไรนักเรียนจะก้าวหน้าได้เมื่อทำตามสิ่งที่ระบบคิดไว้แล้วทดสอบ ซึ่งทุก ๆ ครั้งจะทำการทดสอบความจำในกลางเทอม มากกว่าสิ่งที่นักเรียนได้ทำหรือสามารถทำในเนื้อหาวิชานั้น ๆ
ประเภทของสื่อนำสนอเ (Typs of Media)
      การเรียนรู้หลายรูปแบบ นักเรียนสามารถเสนอความรู้โดยการเขียนลงเว็บ ออกแบบผสมผสานข้อความ ภาพ เสียงและแฟ้มข้อมูลชนิดต่าง ๆ ได้

ขึ้นอยู่กับ อาร์ 3 ตัว (The three “r” s)
     เน้นแบบเรียนและเขียนแบบฝึกหัดเฉพาะในแบบเรียน


วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เค้าโครงการวิจัย เรื่อง ผลการเรียนแบบ VARK MODEL ในวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบำรุงวิทยา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์



                               ครูสุภนิช สุดรัมย์ รายงาน

              1. ชื่อเรื่อง ผลการเรียนแบบ VARK MODEL ในวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4

                2. ผู้วิจัย นางสาวสุภนิช สุดรัมย์

                3. สภาพการปฏิบัติงานและปัญหาการวิจัย
               วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิชาพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไปและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้เรียนวิชานี้ต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะการปฏิบัติที่ดี แต่จากการสำรวจปัญหาที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนที่เรียนวิชานี้กลับมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุจากการเรียนการสอนที่เน้นการบรรยาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน (Learning Differences) จากปัญหาและสาเหตุที่กล่าวมา ครูผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขการเรียนการสอนใหม่โดยเน้นการเรียนแบบ VARK MODEL  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

                4.คำถามการวิจัย
                การใช้การเรียนแบบกลุ่มปฏิบัติ หรือการเรียนแบบ VARK MODEL ส่งผลต่อความพึงพอใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือไม่ อย่างไร


                5.วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาผลการใช้การเรียนแบบกลุ่ม หรือการเรียนแบบ VARK MODEL ที่มีต่อความพึงพอใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4

6.ประโยชน์ที่จะได้รับ
                       1) นักเรียนมีความพึงพอใจและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น
                       2) ครูได้รูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ

                7.วิธีดำเนินการวิจัย
                   การวางแผน
        1) เป้าหมาย ทดลองใช้การเรียนแบบ VARK MODEL เป็นเวลา ….. ครั้ง
        2) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 41 คน
        3) กิจกรรม/การปฏิบัติ
3.1 วิเคราะห์เนื้อหาและออกแบบกิจกรรมตามรูปแบบ VARK MODEL
3.2 เขียนแผนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ แผน (ยุทธวิธีการเรียนรู้แบบ VARK MODEL, บูรณา
การภาษาอังกฤษและบูรณาการ ICT)
3.2 ประชุมร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมของแผนการสอนทั้ง 1 แผน

                     การปฏิบัติ ลงมือสอนตามแผนที่กำหนดไว้ในเดือนมกราคม 2557


                     สังเกตการสอน
                                 1. เครื่องมือวิจัย ได้แก่
                                    1.1 แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน
                                    1.2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ แบบเลือกตอบจำนวน 20 ข้อ
                                 2. การรวบรวมข้อมูล
                                    รวบรวมข้อมูลหลังจากมีการสอนเรียบร้อยแล้ว
                                3.การวิเคราะห์ข้อมูล

                                   3.1 แบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาความถี่และร้อยละ
                                  3.2 แบบทดสอบ วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ยและร้อยละ

                    สะท้อนผลการสอน ประชุมคณะกรรมการสังเกตการสอนเพื่อสะท้อนผลการสอนให้คำแนะนำ เพื่อนำไปปรับปรุงการสอน

                   ปรับปรุงแผนการสอน นำผลการสะท้อนผลการสอนไปปรับปรุงแผนการสอนเพื่อใช้สอนในคาบอื่น ๆ ต่อไป