วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

นักเรียนเรียนรู้อย่างไร

                                                                                                              

                                                                                          Kurt W. Fischer and L, Todd Rose : เขียน
                                                                                                        สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


                      "ธรรมดานักเรียนจะแสดงให้เห็นถึงขอบข่ายการเรียนรู้ที่เป็นกิ่งก้านสาขาและมีการเชื่อมโยงคล้าย ๆ กันได้ดีเท่า ๆ กับการเริ่มต้นและจบลงที่คล้ายกัน องค์ประกอบเหล่านี้ไม่มีให้เห็นในการเรียนรู้ในรูปแบบมิติเดียวแบบขั้นบันได ซึ่งผลักดันนักเรียนทุกคนเข้าสู่รูปแบบที่เข้มงวดแบบเดียวกัน (One size fits all)"


คำสำคัญเครือข่ายทักษะการเรียนรู้ (Webs of Skill), การวิเคราะห์พลวัต (Dynamic Analysis) วิธีการพลวัต (Dynamic Approach)

                คลาร่า (Clara) และสก๊อต (Scott) วัย ขวบเป็นเด็กเฉลียวฉลาด ที่มีความกระตือรือร้นอยากจะอ่านหนังสือให้คล่อง แต่ทั้งสองมีความแตกต่างกันมากในเรื่องทักษะที่เรียนรู้มาจากพ่อแม่ คลาร่า อ่านคำว่า “dog” “black” และ “Waffle” (ได้ดีเท่ากับคำอื่น ๆ อีกหลายคำ) อ่านอย่างมีจังหวะ ออกเสียงอักขระเพื่อเปล่งเสียงเป็นคำ ๆ ได้ ส่วนสก๊อต ก็อ่านคำเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน แต่ติดขัดในเรื่องการใช้จังหวะและการออกเสียง โดยเฉพาะคำว่า “black” และ “Waffle” แต่สก๊อตมีพัฒนาการดี เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากครู ครูนำเอาคำว่า “black”  มาให้อ่านออกเสียงเป็นจังหวะ ซึ่งสก๊อตอ่านได้ดีในขณะนั้น แต่อีกสองสามนาทีต่อมาเขากลับอ่านติด ๆ ขัด ๆ

                เพื่อทำความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับตัวแปรที่มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนา เราต้องค้นหารูปแบบที่อยู่เบื้องหลังการเรียนรู้ของคลาร่าและสก๊อต นักการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้รูปแบบเพื่ออธิบายความสลับซับซ้อนของภารกิจที่เผชิญหน้าอยู่ให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ส่วนใหญ่เน้นไปที่ปัจจัยเชิงเดี่ยวในการอธิบาย     ตัวแปรเกี่ยวกับรูปแบบ การกล่าวถึงความเฉลียวฉลาด ขั้นตอนการพัฒนาหรือปทัสถานในการพัฒนา คลาร่าดูจะฉลาดกว่าสก๊อต หรือคลาร่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าสก๊อตหรือสก๊อตมีปทัสถานที่ต่ำกว่าเกณฑ์และคลาร่าอยู่ในเกณฑ์ตามปทัสถาน แต่ทำไม เมื่อสก๊อตอยู่กับครูเขาจึงเรียนรู้ได้ดี อาจมีปัจจัยที่มากกว่าหนึ่งปัจจัยที่เป็นเหมือนบันไดไต่ไปสู่การสร้างสมรรถนะ การมีความรู้และสติปัญญาได้เพิ่มขึ้น

                ในฐานะนักวิจัย ครูและพ่อแม่ เรามีความตระหนักอย่างมากและบ่อยครั้งที่นึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดว่า นักเรียนทั้งหมดไม่สามารถไต่ขึ้นไปบนบันไดอันเดียวกันได้ ทักษะทางวิชาการและสังคมของพวกเขาไม่ได้พัฒนาในเวลาเดียวกันหรือด้วยวิธีการอันเดียวกัน แต่พัฒนาด้วยวิธีการที่สลับซับซ้อนและมีความน่าสนใจมากกว่านี้ การวิเคราะห์พลวัต (dynamic analysis) ของคำถามที่ว่า นักเรียนสร้างทักษะการเรียนรู้หรือความเข้าใจในการเรียนที่แตกต่างกันอย่างไร คลาร่าและสก๊อตมีความแตกต่างกันและต่างคนต่างเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย คำถามมีว่า ตัวแปรที่มีส่งผลต่อการสร้างทักษะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนได้เกิดขึ้น ในบริบทและสถานะทางอารมณ์และสิ่งที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้นั้นเป็นอย่างไร



การสร้างเครือข่ายในการพัฒนา (Constructive Webs of Development)
                กรอบการทำงานที่เป็นทางเลือกเพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้และการพัฒนาคือ วิธีการที่เป็นพลวัต (dynamic approach) ที่มีส่งผลเหนือกว่าค่าสถิติเพียงตัวเดียว (The static one dimensional ladder) และสร้างแนวความคิดของการสร้างเครือข่ายทักษะการเรียนรู้ (Fischer & Bidell, 1995) ให้มองการเรียนรู้เป็นเหมือนการสร้างพลวัตของเครือข่ายที่สนับสนุนความเข้าใจ รูปแบบการเรียนรู้และพัฒนาในมิติที่มีขอบเขตเล็ก ๆ เป็นการพัฒนาด้านต่าง ๆ  (Domain) ด้วยศักยภาพของทักษะและการบูรณาการทัษะเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การอ่านคำศัพท์   นักเรียนต้องการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ  ที่มีความแตกต่างกันอย่างน้อย ทักษะคือ ทักษะการดูภาพ เช่น การอ่านและการเขียนอักขระและคำศัพท์ และทักษะการวิเคราะห์เสียง เช่น จังหวะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ตามแนวความคิดของการสร้างเครือข่ายทักษะการเรียนรู้อธิบายว่า นักเรียนสามารถรักษาสภาพการคงที่ของการจำและนำไปสู่การยอมรับรูปแบบของตัวแปรใหม่และหลีกเลี่ยงตัวแปรดั้งเดิม (Classical model)

                นักเรียนสร้างขอบเขตการเรียนรู้ที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายทักษะการเรียนรู้ของเขา เช่น ภาพและเสียงเพื่อการอ่านคำศัพท์ต่าง ๆ ด้วยทักษะที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของทักษะที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ระหว่างด้านต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น จำแนกตัวอักขระของพยัญชนะ ช่วยให้นักเรียนสร้างทักษะของการอ่านและการสะกดคำแต่ละคำ พิจารณาตามขอบเขตในตัวมันเองแล้ว ก็คล้ายกับขั้นบันไดของทักษะการเรียนรู้ในด้านนั้น ๆ อย่างไรก็ตามมันแตกออกเป็นกิ่งก้านสาขาที่เชื่อมไปยังด้านอื่น ๆ ที่มีมากมายหลายด้าน ไม่ใช่มีเพียงจด้านใดด้านหนึ่ง ในการอ่านพยัญชนะ เช่น ภาษาอังกฤษ ผู้อ่านจะเชื่อมโยงทักษะไปยังด้านการดูภาพและการวิเคราะห์เสียง เพื่อการอ่านที่มีประสิทธิภาพ




                การพัฒนาการสร้างทักษะการเรียนรู้ เป็นการรวมเอาทักษะแต่ละด้าน แตกกิ่งก้านสาขาและการเชื่อมโยงกัน ด้วยการทำให้นักเรียนแต่ละคนได้เห็นเครือข่ายการเรียนรู้ดังกล่าว และให้ทราบว่านักเรียนแต่ละคนจะมีเครือข่ายการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนการก้าวขึ้นบันไดที่เป็นไปทีละขั้น ๆ  เหตุการณ์และลำดับขั้นของการเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นลำดับก่อนหลัง หรือไม่ก็ไม่ใช่เป็นเหตุการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวเป็นภาพรวมทั้งหมด

                ในขณะเดียวกัน บ่อยครั้งที่เครือข่ายการเรียนรู้แสดงออกให้เห็นถึงการจัดลำดับได้เหมือนกัน ธรรมดานักเรียนจะแสดงให้เห็นถึงขอบข่ายการเรียนรู้ที่เป็นกิ่งก้านสาขาและมีการเชื่อมโยงคล้าย ๆ กันได้ดีเท่า ๆ กับการเริ่มต้นและจบลงที่คล้ายกัน องค์ประกอบเหล่านี้ไม่มีให้เห็นในการเรียนรู้ในรูปแบบมิติเดียวแบบขั้นบันได ซึ่งผลักดันนักเรียนทุกคนเข้าสู่รูปแบบที่เข้มงวดแบบเดียวกัน (One size fits all) ความไม่ครอบคลุมพัฒนาการการเรียนรู้นี้ รูปแบบการวิเคราะห์พลวัตของเครือข่ายการเรียนรู้จะเป็นเครื่องมือที่ผลักดันให้ครูได้ทำการพัฒนาสูงกว่าปทัสถานและมีวิธีการสอนให้นักเรียนแต่ละคนอย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนสองคนอยู่ห้องเรียนเดียวกัน เวลามีการทดสอบการปฏิบัติงานอาจมองเห็นคล้ายกัน แต่ความเข้มแข็งและปัญหาของพวกเขาอาจแตกต่างกันได้ เพราะพวกเขามีการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน




                แรก ๆ ของการพัฒนการอ่าน อาจแสดงให้เห็นรูปแบบของตัวแปรการพัฒนาที่เป็นลำดับขั้นได้ ในการศึกษาวิจัยกลุ่มหนึ่งของพวกเราคือ กลุ่มวิจัยพัฒนาพลวัต (Dynamic Development Research Group) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Knight & Fischer, 1992) ในการวิจัยนักเรียนจำนวน 120 คนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1,2,3 อายุระหว่าง 6 – 8 ปี ให้ทำงานเป็นชุดจำนวน ชุดด้วยคำศัพท์ที่มีความคุ้นเคยในบทเรียนที่พวกเขาเรียนในโรงเรียน ภารกิจทั้ง เกี่ยวข้องกับคำศัพท์เดี่ยว ๆ ความหมายของคำ การแจกแจงตัวอักษร จังหวะการอ่าน การอ่านอย่างมีจังหวะ การเรียนรู้การอ่านและวิธีการอ่าน ในการทดสอบการปฏิบัติงานเหล่านี้ พวกเราบ่งชี้การพัฒนาเครือข่ายทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน สำหรับการเรียนรู้การอ่านคำโดด ๆ (Fischer,Knight & Van Parys, 1993) การศึกษาเครือข่ายการเรียนรู้แบบนี้ง่ายกว่าการศึกษาแบบบันไดตัวเดียว เพราะมันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ถ้ามีปฏิบัตงานมากกว่านี้ เครือข่ายทักษะการเรียนรู้อาจขยายขอบข่ายและการเชื่อมโยงกันเพิ่มขึ้นได้อีก
.......................................................................................................................................................................
http://www.ascd.org/publications/educational-leadership/nov01/vol59/num03/Webs-of-Skill@-How-Students-Learn.aspx



วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

เรียนรู้จากสังคม: ทฤษฎีการเรียนรู้สังคมสู่การพัฒนายุทธวิธีการสอน (Keep it Social: Using Social Learning Theory to Improving Instructional Strategies)





                                                                                                                                   Alex Hatcher : เขียน
                                                                                                        สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง

คำสำคัญ : เรียนรู้จากสังคม, ทฤษฎีการเรียนรู้สังคม (Social Learning Theory), ยุทธวิธีการสอน, กระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process)

                ฉันกำลังมาถูกทางและอยากจะพูดว่า การเรียนรู้อยู่ที่สังคม”
                การเรียนรู้ทุกอย่างเกิดขึ้นในบริบททางสังคม หรือไม่ก็สังคมจะเป็นแรงผลักดันหรือเป็นมูลเหตุ   จูงใจให้เห็นแนวทางการจัดการศึกษา เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนและกลุ่มเพื่อน แม้กระทั่งระหว่างนักเรียนกับเนื้อหาวิชาในชั้นเรียน (เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ รูปภาพ คู่มือ วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ ที่ทุกอย่างสร้างและจัดทำโดยมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์ในการส่งข้อมูลจากคนหนึ่งสู่คนอื่น ๆ ) การเรียนรู้ของเราเป็นหีบห่อในบริบททางสังคม และมันมิใช่เป็นเพียงแค่ธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างการเรียนรู้ในสังคมเท่านั้น  แต่มันเป็นความจริงที่การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางปัญญาที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม (Bandura, 1963) ด้วย
            แต่ทุกห้องเรียนไม่ได้มีความเท่าเทียมทางสังคม ห้องเรียนในทุกวันนี้ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการเรียนแบบซึ่งหน้า (Face-to-Face Classes) แต่ได้กลายเป็นห้องเรียนที่ได้รับการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ห้องเรียนแบบ MOOCs (Massive Online Open Course) ห้องเรียนแบบผสมผสาน ITV Classesห้องเรียนแบบผสมผสาน Hybrid Classes และการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน การเกิดห้องเรียนที่แตกต่างเหล่านี้ ได้ทำให้ห้องเรียนสามารถสะท้อนสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม (Socio-Cultural Environment) ที่เกิดประโยชน์และสามารถนำไปช่วยหรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมด้วย


ทฤษฎีการเรียนรู้สังคม (Social Learning Theory)
                แต่ขอให้กลับไปที่คำกล่าวครั้งแรกที่ว่า การเรียนรู้อยู่ที่สังคม (Learning is social) ตามทฤษฎีเรียนรู้สังคม การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่ใช้บริบททางสังคม ผ่านสังเกตและเรียนรู้ตัวแบบ (Observation and Modeling) เราเรียนโดยการสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เป็นด้านบวกและด้านลบของพฤติกรรมนั้น บนพื้นฐานของการสังเกตเราแปลความหมาย (Extracts) ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรม    นั้น ๆ จากนั้นจึงตัดสินใจยอมรับ โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหรือตัวแบบ ผู้เรียนแสดงบทบาทในกระบวนการและไม่ได้รับเอาข้อมูลมาอย่างง่าย ๆ แต่เป็นการสะท้อนผลซึ่งกันและกัน ระหว่างพฤติกรรมของผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเรียนรู้อยู่
                แบนดูร่า (Bandura 1977) ได้กำหนดสิ่งเร้า 3 ประเภทที่อยู่ในกระบวนเรียนรู้จากการสังเกตและดูตัวแบบ ดังนี้
                1.ตัวแบบชีวิตจริง (Live Model) เป็นตัวแบบที่นักเรียนจะได้เรียนรู้จริง ๆ ไม่เพียงแต่เป็นพฤติกรรมเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาทั้งด้านบวกและลบจากพฤติกรรมนั้น ๆ
                2.การพูด (Verbal Instruction) เป็นการสอนเพื่ออธิบายให้นักเรียนได้รู้ถึงรายละเอียดของพฤติกรรมให้ดีเท่า ๆ กับว่า นักเรียนควรจะยึดถือพฤติกรรมนั้น ๆ เป็นแบบอย่างอย่างไร
                3.ตัวแบบเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Model) เป็นตัวแบบที่นักเรียนสามารถสังเกตพฤติกรรมผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ โทรทัศน์ วิทยุและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
                การบรรยายในห้องเรียนแบบเดิมเป็นตัวอย่างของ สิ่งเร้าแบบการพูด และเพียงแต่นักเรียนอ่านจากสื่อวัสดุก็เป็นการเรียนรู้จากตัวแบบเชิงสัญลักษณ์ แต่มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้วหรือ อาจจะไม่ใช่
                สิ่งเร้า  3 ประเภทนี้เป็นเพียงวิธีการอธิบายเพื่อนำเสนอตัวอย่างการสังเกตแก่นักเรียนของเราเท่านั้น แต่วิธีการทางปัญญาและการศึกษาพฤติกรรมของการเรียนรู้สังคมคือ สิ่งที่สามารถช่วยเรากำหนดจุดหมาย ปลายทางการเรียนรู้ ถ้าเราใช้ยุทธวิธีที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เราพอใจ



เงื่อนไขของกระบวนการเรียนรู้ทางปัญญาและการศึกษาพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย

ความตั้งใจ (Attention)
                เรามีความสามารถทำให้นักเรียนมีความตั้งใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ ถ้าไม่ จะหาตัวแบบพฤติกรรมให้พวกเขาเรียนรู้อย่างไร การหาตัวแบบให้ศึกษาและรักษาความตั้งใจของเขาไว้เป็นหลักการสำคัญ ถ้าปราศจากความตั้งใจพวกเขาก็จะไม่เห็นกับองค์ประกอบของการสังเกตและการเก็บข้อมูล ซึ่งจะเป็นผลต่อการกำหนดแนวทางในการนำพฤติกรรมมาเป็นตัวแบบในการเรียนรู้ของพวกเขา
                ความตั้งใจมีเคล็ดลับดังนี้ 1) ความตั้งใจเกิดขึ้นจากความสมัครใจหรือไม่สมัครใจ 2) ความตั้งใจของคนเรามีข้อจำกัด 3) บ่อยครั้งเรามักใช้การประมาณการว่า เราจะมีความตั้งใจให้ดีได้อย่างไร และในขณะที่เรากำลังทำเพื่อให้เด็กตั้งใจ เรายังต้องแข่งขันกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ เพื่อนของเขา เว็บไซด์บันเทิง หรือแม้กระทั่งความคิดของพวกเขา
                ดังนั้น เราจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร วิธีแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ อย่างหนึ่งก็คือ ขจัดสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้นักเรียนว้าวุ่นใจเหล่านี้ออกไปเสีย ซึ่งก็ดีพอ ๆ กับการไม่ให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ แต่นี่เป็นวิธีการที่คุณไม่ควรใช้ ควรให้การสนับสนุนนักเรียนได้มีบทบาทในชั้นเรียนและเป็นเจ้าของการเรียนรู้แทน ถามพวกเขาบ่อย ๆ และให้เสนอสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบหรือพยายามใช้ทฤษฎี Connectivism Approach (รูปแบบการเรียนรู้ซึ่งเน้นไปที่บริบททางสังคมวัฒนธรรม) ไม่เพียงแต่นักเรียนจะจ่อจ่อและตั้งใจมากขึ้นเท่านั้น คุณควรให้โอกาสพวกเขาสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวพวกเขาเอง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่น ๆ ด้วย

ความคงทน  (Retention)
                ไม่เพียงแต่ทำให้นักเรียนมีความตั้งใจตามระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อความสำเร็จเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการจดจำในสิ่งที่พวกเขาสนใจด้วย และไม่เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ แต่เราต้องการให้นักเรียนจดจำไปได้ตราบนานเท่านาน หรือติดตัวจนเป็นนิสัย วิธีการบางอย่างที่เราทำให้เด็กมีความตั้งใจ อาจทำให้พวกเขาพัฒนาความคงทนได้ด้วย แต่ต้องเพิ่มเงื่อนไขบ่อย ๆ  เช่น กิจกรรมที่คล้ายกับการทดสอบ การติดตามความก้าวหน้า การเสริมต่อการเรียนรู้ (Scraffolding) จะช่วยให้นักเรียนสามารถจดจำได้



การผลิตซ้ำ ( Reproduction)
                นักเรียนต้องการทำซ้ำ ๆ และแสดงพฤติกรรมที่เขาประสบความสำเร็จตามตัวแบบที่มีประสิทธิภาพ วิธีการนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้นในขั้นตอนแรก นักเรียนต้องการโอกาสในการใช้ความพยายามด้วย ไม่ว่าความล้มเหลวชั่วคราวหรือการเรียนรู้จากความพยายามนั้น ต่อมาจะได้ใช้บทเรียนในอดีตเรียนรู้เพื่อสร้างความพยายามในอนาคต การแนะนำนักเรียนด้วยวิธีการที่ปลอดภัยในการใช้ความพยายามเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ แต่ไม่เพียงแต่ให้โอกาสในการสร้างความพยายาม เราต้องสะท้อนผลการทำงานเพื่อแสวงหาวิธีการต่าง ๆ มาช่วยนักเรียนของเราให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย
               
การสร้างแรงจูงใจ (Motivation)
                นักเรียนของเราต้องการเหตุผลที่ดีหรือแรงจูงใจเพื่อทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ ด้วย การเข้าใจสิ่งที่นักเรียนของเราทำได้ในชั้นเรียนทุก ๆ วันสามารถนำมาเป็นเคล็ดลับและเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างจากนักเรียนคนอื่น ๆ ในฐานะที่เป็นครู ชอบถามนักเรียนว่า อะไรคือ สิ่งที่จูงใจให้พวกเขาอยู่ในห้องเรียนและชอบท้าทายพวกเขาให้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเป็นผลสะท้อนต่อชีวิตของพวกเขานั้นเป็นอย่างไร ในฐานะที่เป็นครูสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจสิ่งจูงใจนักเรียนของเราได้ดีขึ้น ยุทธวิธีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจที่นำเสนอในตอนต้นและมีการประเมินบ่อย ๆ ด้วยการสะท้อนความคิดเห็นจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างแบบประเมิน Rubric และสร้างแบบฝึกหัดได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง อีกทั้งยังให้ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ตรวจสอบทางวิชาการ (Peer- review) ในชั้นเรียนด้วย



                ความเข้าใจในกระบวนการทางปัญญา และความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม สามารถช่วยให้เราวางแผนการสอนและสร้างสิ่งแวดล้อมได้ทางสังคมได้ดี มากกว่าส่งนักเรียนเป็นกลุ่มออกไปเฉย ๆ หรือเรียนรู้จากสื่อสังคม อันดับแรกเราต้องถามพวกเราก่อนว่า เราจะใช้กิจกรรมอะไรมาช่วยให้นักเรียนมีความตั้งใจ มีความคงทน ได้ผลิตซ้ำและการจูงใจพวกเขา ขณะเดียวกัน เมื่อเราวางแผนทำกิจกรรมที่จำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ทางสังคม เราต้องถามพวกเรา ถึงสิ่งนี้ว่า จะเป็นการช่วยเหลือหรือเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียน
               


Do you have suggestions for activities that help with student attention, retention, reproduction, and motivation? Share them with us in the comments below!

Additional Resources
Bandura, Albert (1963). Social learning and personality development. New York: Holt, Rinehart, and Winston
Bandura, Albert (1977). Social learning theory. Oxford, England: Prentice-Hall.
Miller, Michelle (2014). Minds online: teaching effectively with technology. Cambridge: Harvard University Press.
Share




วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

มอบอำนาจให้ครูเพื่อการเรียนรู้แบบมืออาชีพ (Professional learning that connects, empowers teachers)




                                                                                            Thomas C. Murray and Jeffrey Zou : เขียน
                                                                                                             สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


“นักเรียนไม่ต้องการใช้เวลาของพวกเขาให้เสียไปกับการทำงานที่เป็นแบบฝึกหัดและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่ใช่งานส่วนตัว และไม่ต้องแปลกใจ ครูก็เช่นกัน


คำสำคัญ : การเรียนรู้แบบมืออาชีพ (Professional learning), การมอบอำนาจให้ครู (Empowers teachers)

                ในฐานะนักการศึกษา งานหลักของพวกเราคือ เรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ การเพิ่มเติมสิ่งต่าง ๆ เข้าไปในบทบาทของครูเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญของการจัดการศึกษาคือ การจัดการเรียนรู้และโรงเรียนต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ แน่ละเมื่อเราพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ในฐานะที่เป็นงานหลักของพวกเรา สิ่งแรกที่เราจะต้องคิดถึงก็คือ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งหลายได้กล่าวว่า นักเรียนที่ได้เรียนและมีความก้าวหน้าในการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาอย่างที่เป็นอยู่นี้ เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่นักเรียนทุกคนจะได้รับจากการสอนเท่านั้น แต่การเรียนรู้ขั้นสูงสุดยังไปไม่ถึง ตั้งแต่ที่พวกเราได้นำเอาหลักการนี้มาให้นักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนา มันเป็นการยืนยันด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่า ครูกับนักเรียนต้องมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ใกล้เคียงกัน ถ้าไม่เท่าเทียมกัน มันจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ครูซึ่งมีรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะเพิ่มพูนการเรียนรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าได้สร้างนักเรียนให้มีความรู้ตามไปด้วย
                ในรูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ครูจะรู้สึกบ่อย ๆ ว่าการเรียนรู้แบบมืออาชีพเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัว มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน การใช้สิทธิใช้เสียงของครูในการเรียนรู้แบบมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในโรงเรียนหลาย ๆ แห่ง สำหรับในโรงเรียนที่ส่งเสริมความเป็นมืออาชีพ (Professional) แล้ว การมอบอำนาจให้ครูออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสิ่งจำเป็น ในทางกลับกันถ้าครูได้มีความเป็นเจ้าของและมีความสามารถในความรับผิดชอบในผลลัพธ์การเรียนรู้ของตนเองจะนำไปสู่การเรียนรู้แบบมืออาชีพได้ เราไม่เชื่อว่า การเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่อยู่บนฐานของการใช้ชั่วโมงเรียนของครู (hours-based Model) จะรับประกันผลการเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง

บัดนี้เวลาแห่งวิสัยทัศน์ใหม่ได้มาถึงแล้วสำหรับการเรียนรู้แบบมืออาชีพ



                การเรียนรู้แบบมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพจะครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้ทุกส่วนเหมือนการสอนในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ มันจะมีการจัดโครงสร้าง แน่นอนละต้องมีความยืดหยุ่น เน้นที่ครูและความเป็นส่วนตัว ดังนั้นมันเป็นความร่วมมือระหว่างครูแต่ละคนและวิธีการนี้จะเป็นการสร้างความเป็นผู้นำการเรียนการสอนด้วย การอนุญาตให้ครูได้ใช้สิทธิในการเลือก ภายในระบบที่มีความคาดหวังและสร้างจิตสำนึกในการเรียนรู้แบบมืออาชีพ จะอยู่บนพื้นฐานของความต้องการของครูแต่ละคน ที่ใช้โลกของความเป็นจริงมาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง อันจะทำให้ครูมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยจากสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติ การเรียนรู้แบบมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพคล้ายกับการสอนในห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ของการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมและประโยชน์ที่ได้รับมากขึ้น เกิดจากการพัฒนาปรับปรุงในผลลัพธ์ต่าง ๆ  “นักเรียนไม่ต้องการใช้เวลาของพวกเขาให้เสียไปกับการทำงานที่เป็นแบบฝึกหัดและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่ใช่งานส่วนตัว”  และไม่ต้องแปลกใจ “ครูก็เช่นกัน”
                มุมมองใหม่ของการเรียนรู้แบบมืออาชีพอยู่บนพื้นฐานความคิดเหล่านี้
                -สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามลักษณะเฉพาะและรูปแบบของครูแต่ละคนที่ต้องการ
                -ถามครูแต่ละคนว่า “อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ”  “อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการเติบโตอย่างมืออาชีพ”
            -ให้ความเข้าใจครูแต่ละคนในเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนางานของพวกเขาและให้โอกาสครูในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้หรือทุน เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของพวกเขาแต่ละคน
       -พบปะครูแต่ละคนพูดคุยในสิ่งที่เขาสนใจและช่วยกำหนดเป้าหมายในสิ่งที่เขาต้องการจะไปถึงพร้อมทั้ง สนับสนุนให้เขาได้พบกับความสำเร็จ
                -สนับสนุนให้ครูเรียนรู้และใช้เครื่องมือในการเรียนรู้ด้วยตัวของพวกเขาเอง
                -ตระเตรียมสิ่งที่พวกเขาต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้และสามารถทำร่วมกันกับสิ่งที่ครูต้องการเรียนรู้และปฏิบัติได้
                การเรียนรู้ที่เป็นของพวกเขาโดยแท้จริง ครูต้องเรียนรู้และสร้างประสบการณ์บางสิ่งที่พวกเขาพบว่ามีคุณค่าและบางสิ่งที่พวกเขาสามารถประยุกต์ใช้ในงานที่พวกเขาทำอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ครูได้ทำอย่างตั้งใจกับนักเรียนที่พวกเขาสอนและเนื้อหาที่หวังว่านักเรียนจะได้เรียน ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนและผู้บริหารในท้องถิ่นด้วย
 ในการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ เราเชื่อว่า การให้ครูมีสิทธิมีเสียงแสดงความคิดเห็นและเป็นผู้มีสิทธิเลือกทำคือ กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ


การมอบอำนาจให้ครูได้ออกแบบการเรียนรู้ของพวกเขา เป็นการเริ่มต้นยอมรับการเรียนรู้แบบมืออาชีพที่แตกต่างจากประเพณีดั้งเดิม เป็นการแย้งกับการสอนแบบที่นับเวลาเป็นชั่วโมง การเปลี่ยนวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นการยอมรับความเป็นเจ้าของของการเรียนรู้อย่างมีอิสระ ในโรงเรียนที่มีคนทำงานและมีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในสังคมออนไลน์หรือในสถานบันการศึกษาก็ดี ไม่ได้ใช้การนับเวลามาเป็นเกณฑ์ในการเรียนรู้ นักการศึกษาเชิญชวนให้ใช้ความเป็นเจ้าของของการเรียนรู้มาเป็นเกณฑ์  เมื่อมีการพูดคุยเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบมืออาชีพ จะไม่ให้ความสำคัญอยู่กับการนับชั่วโมงเรียนแต่ให้ความสำคัญอยู่ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละคน ซึ่งวิธีการแบบเดิมจะสร้างแรงจูงใจให้กับครูได้เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อมอบอำนาจและสนับสนุนให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่ตนเองเป็นเจ้าของ แล้วความเป็นส่วนตัวและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจะสามารถปรากฏขึ้นได้


ทำนองเดียวกันทำอย่างไรระบบ GPS จะคำนวณและทำนายเส้นทางไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้ สิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่งก็คือ เส้นทางการเรียนรู้แบบมืออาชีพของพวกเรา (Roadmap for professional learning) เหมือนกับการเดินทางทุกครั้ง เราต้องใช้เวลา และนึกถึงอุปสรรคที่ต้องนำมาพิจารณา วิธีการใหม่ต้องการได้เห็นการวางแผน ในอันที่จะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในจุดหมายปลายทาง
ในทุก ๆ การเดินทาง จุดเริ่มต้นของทุก ๆ คน คือเวลาที่ต้องใช้ในการสัญจรไปสู่จุดหมายนั้น
…………………………………………………………………………


วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สิทธิและเสรีภาพในโรงเรียน


                                                                     สุริยา เผือกพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมีชัยพัฒนา

“ความช่วยเหลือที่มีผลอันยั่งยืนเพียงประการเดียวที่พ่อแม่จะให้แก่ลูกของตนได้นั่นคือ การช่วยให้เขารู้จักช่วยตนเองได้เท่านั้น” (นโปเลียน ฮิลล์)

คำสำคัญ (Key Words): สิทธิ (Right), เสรีภาพ (Liberty), สิทธิเด็ก (Rights of Child), สังคมอารยะ (Civic Society), ประชาธิปไตย (Democracy)

                ข่าวคราวเกี่ยวกับการแสดงออกถึงความต้องการของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนของตนมีให้เห็นอยู่เสมอ ๆ แต่ละครั้งแต่ละแห่งสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการในระบบโรงเรียนที่มาจากสาเหตุแตกต่างกัน แต่โดยภาพรวมแล้วเป็น ผลกระทบจากระบบประกันคุณภาพด้านสิทธิและเสรีภาพเด็ก ตามหลักการพื้นฐานของสังคมอารยะ (Civil Society)
สิทธิเป็นประโยชน์หรืออำนาจของบุคคลที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองมิให้มีการละเมิด รวมทั้งบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิในกรณีที่มีการละเมิดด้วย เช่น สิทธิในครอบครัว สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว สิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการเลือกอาชีพ ถิ่นที่อยู่ การเดินทาง สิทธิในทรัพย์สิน เป็นต้น
ส่วนเสรีภาพเป็นอำนาจตัดสินใจด้วยตนเองของมนุษย์ที่จะเลือกดำเนินพฤติกรรมของตนเอง โดยไม่มีบุคคลอื่นใดอ้างหรือใช้อำนาจแทรกแซงเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนั้น และเป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะกระทำหรือไม่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่การที่ มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมแล้วแต่ละคนจะตัดสินใจกระทำการหรือไม่กระทำการสิ่งใดนอกเหนือ นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ย่อมต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม
สิทธิและเสรีภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการบ่งชี้ว่า สังคมหรือบ้านเมืองใด มีความสงบสุขมีสันติ มีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

                             
                  "คณะกรรมการต้อนรับผู้เยี่ยมชมโรงเรียน"
วันที่ 20 พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2532 องค์การสหประชาชาติประกาศใช้กฎหมายระหว่างประเทศในรูปแบบอนุสัญญาฉบับหนึ่งเรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็น  อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมุ่งเน้นให้เป็นข้อตกลงสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิที่มีความเท่าเทียมกันคือ ถือว่าเด็กเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีสิทธิและต้องปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา หรืออื่นใดก็ตาม โดยรัฐภาคีที่เข้าร่วมลงนามต้องให้การยอมรับและคุ้มครองสิทธินี้แก่เด็กทุกคน ในปัจจุบันอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องสิทธิเด็กมีประเทศที่เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีที่ยอมรับหลักการและเข้าร่วมถึง 195 ประเทศ ประเทศไทยเราได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญานี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 และมีผลบังคับใช้ในอีกสามเดือนต่อมา อนุสัญญาฉบับนี้ระบุรายละเอียดของสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไว้ว่าทุกประเทศต้องรับประกันเด็กในประเทศของตน ในเรื่องสิทธิเด็กที่มีเนื้อหาสาระที่สำคัญอยู่ 4 ประการคือ
ประการที่ 1 สิทธิที่จะมีชีวิตรอด (Right of Survival) ประกอบด้วย การได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีสันติภาพ และความปลอดภัยเป็นสิทธิในการมีชีวิตรอด ได้รับโภชนาการที่ดี ได้รับความรักเอาใจใส่จากครอบครัวและสังคม ได้รับการบริการด้านสุขภาพ การให้ทักษะชีวิตที่ถูกต้อง การให้ที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงดู
ประการที่ 2 สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา (Right of Development) ประกอบด้วย การมีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม การได้รับการศึกษาทั้งในและนอกระบบ เข้าถึงข่าวสารที่เหมาะสม เสรีภาพในความคิด มโนธรรมและศาสนา พัฒนาบุคลิกภาพทั้งทางสังคมและจิตใจ พัฒนาสุขภาพร่างกาย
ประการที่ 3 สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง (Right of Protection) ประกอบด้วย การให้รอดพ้นจากการทำร้าย การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์ในทุกรูปแบบ การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ การล่วงละเมิด การทำร้าย การกลั่นแกล้งรังแก การถูกทอดทิ้งละเลย การลักพาตัว การใช้แรงงานเด็ก ความยุติธรรมต่อผู้เยาว์ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ
ประการที่ 4 สิทธิที่ในการมีส่วนร่วม (Right of Participation) ประกอบด้วย การแสดงความคิดเห็น แสดงออก การมีผู้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง เสรีภาพในการติดต่อข่าวสารข้อมูล การมีบทบาทในชุมชน


                                           "คณะดนตรี กีฬาและศาสนา"

โรงเรียนมีชัยพัฒนา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ดำเนินการในเรื่องระบบประกันคุณภาพด้านสิทธิและเสรีภาพเด็กในโรงเรียนด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยและความเป็นผู้นำในโรงเรียน ซึ่งสนับสนุนให้นักเรียนได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการประชาธิปไตยด้วยการปฏิบัติจริงในรูปแบบการเลือกตั้งผู้แทนนักเรียน ให้สิทธิและหน้าที่เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในรูปของคณะกรรมการ โดยเริ่มจากการเลือกตั้งคณะหัวหน้าโรงเรียน (School Captains and Senior Prefects) หัวหน้านักเรียน ม.6 (Prefects) รองหัวหน้านักเรียน ม.6 (Sub-Prefects) ผู้ช่วยหัวหน้านักเรียน ม.5 (Assistant Prefects) นักเรียนจะมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนโดยผ่านคณะกรรมการต่าง ๆ 26 คณะดังนี้
1) คณะกรรมการจัดซื้อ 2) คณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ 3) คณะกรรมการวิชาการ 4) คณะกรรมการพลังงานทดแทนสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ 5) คณะกรรมการผู้ปกครองสัมพันธ์และเยี่ยมบ้าน6) คณะกรรมการประสานการทำความดีเพื่อสังคม 7) คณะดนตรี กีฬาและศาสนา 8) คณะกรรมการต้อนรับผู้เยี่ยมชมโรงเรียน จัดกิจกรรมพิเศษและดูแลความสะอาดโดมและห้องน้ำ 9) คณะระเบียบ วินัย ดูแลและพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียนและชั่วโมงอิสระและการบ้าน 10) คณะการเกษตรมะนาว ผัก หน่อไม้ 11) คณะการเกษตรไก่ไข่ 12) คณะการเกษตรเห็ด ผักไร้ดิน 13) คณะดูแลโรงอาหาร ครัว สโมสรนักเรียนและห้องน้ำ 14) คณะดูแลหอพักนักเรียนหญิง (ม.1 – 2) และพื้นที่รอบบริเวณหอพักนักเรียนหญิงและคลอง 15) คณะดูแลหอพักนักเรียนหญิง (ม.3 – ม. 4) 16) คณะดูแลหอพักนักเรียนหญิง (ม.5 – ม. 6) 17) คณะดูแลพื้นที่รอบหอพักนักเรียนชายและพื้นที่ศูนย์พัฒนามีชัย 18) คณะดูแลพื้นที่บริเวณรอบห้องเรียน ม. 1- ม. 6 อาคารครู อาคารวิทยาศาสตร์และอาคาร IDEA Center 19) คณะดูแลความสะอาดพื้นที่รอบเสาธงหน้าโรงเรียน อาคาร สำนักงาน อาคารคอมพิวเตอร์ เส้นทางเดินติดรั้วและการมารับส่งนักเรียน 20) คณะดูแลสระว่ายน้ำ 21) คณะประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน 22) คณะดูแลและประสานการบำรุงซ่อมแซม 23) คณะดูแลความปลอดภัย 24) คณะการใช้ภาษาต่างประเทศ25) คณะดูแลสุขภาพและห้องพยาบาล 26) คณะเงินกู้และบัญชีเพื่อธุรกิจของนักเรียน เป็นต้น



โรงเรียนมีความเชื่อว่า สิทธิการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง ผ่านการแสดงความคิดเห็นและมีผู้รับฟัง ร่วมลงมือปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ เป็นประตูบานแรกที่เปิดไปสู่การมีหลักประกันคุณภาพในเรื่อง สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนาและสิทธิที่จะมีชีวิตรอดตามหลักการสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานแห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอันเป็นกฎหมายสากล
ทั้งนี้ด้วยความเคารพและปฏิบัติตามหลักกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสังคม ระเบียบข้อบังคับของสถาบัน ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมโดยรวม